พระนครศรีอยุธยา

พระนครศรีอยุธยา

สถานีต่อไป…บางปะอิน

เกร็ดความรู้ :.“บางปะอิน” เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่เดิมเรียกกันว่า “อำเภอพระราชวัง” ต่อมาเปลี่ยนเป็นอำเภอบางปะอินจนกระทั่งถึงปัจจุบันค่ะ การเดินทางในวันนี้ แอดและเพื่อนร่วมทางเลือกเดินทางโดยรถไฟ โดยขึ้นจากสถานีรถไฟหัวลำโพงมาลงที่สถานีรถไฟบางปะอินค่ะ ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ซึ่งถือว่าไม่นานเลย.และสำหรับทริปนี้เราจะไปเที่ยวกันที่ “พระราชวังบางปะอิน” และ “วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร” นั่นเองค่ะ.เมื่อถึงสถานีรถไฟบางปะอินแล้ว เพื่อนๆ สามารถเดินทางไปยัง “พระราชวังบางปะอิน” ได้ง่ายๆ โดยนั่งวินมอเตอร์ไซค์ ค่าโดยสารคนละ 20 บาท ใช้เวลาประมาณ 5 นาทีก็ถึงแล้ว เมื่อถึงพระราชวังบางปะอิน สิ่งแรกที่ต้องทำคือตรวจดูความเรียบร้อยของตนเองก่อน แต่งกายถูกต้องตามกฎระเบียบหรือไม่ (สวมเสื้อมีแขน กางเกงขายาว หรือกระโปรงยาวคลุมเข่า) หลังจากนั้นก็ไปซื้อบัตรเข้าชมกัน.ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าพระราชวังบางปะอินนั้นกว้างขวางมาก หากมีกำลังขาและเวลามากพอก็สามารถเดินเที่ยวชมได้ค่ะ แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นแอดแนะนำให้เช่ารถกอล์ฟค่ะ.ปล.ผู้ที่สามารถเช่ารถกอล์ฟได้จะต้องเป็นผู้ที่มีใบขับขี่เท่านั้นนะคะ พระราชวังบางปะอินค่าเข้าชม ชาวไทย ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก นักเรียนนักศึกษา ผู้สูงอายุ 20 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาทเปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. ค่าเช่ารถกอล์ฟ1 ชั่วโมงแรก ชาวไทย คันละ 300 บาท ชาวต่างชาติคันละ 400 บาท ชั่วโมงถัดไปชั่วโมงละ 100 บาท  เมื่อเข้ามาในพระราชวังบางปะอิน เราจะพบกับสระน้ำขนาดใหญ่ซึ่งมี “พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์” ตั้งอยู่กลางสระ.พระที่นั่งองค์นี้เป็นพระที่นั่งทรงปราสาทโถงจตุรมุของค์เล็ก ซึ่งรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้จำลองแบบมาจากพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาทในพระบรมมหาราชวัง.ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระบรมรูปหล่อสัมฤทธิ์ของรัชกาลที่ 5 ขนาดเท่าพระองค์จริง และอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่พระที่นั่งแห่งนี้ค่ะ มาต่อกันที่ “พระที่นั่งวโรภาษพิมาน” พระที่นั่งองค์นี้สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่เดิมเป็นอาคาร 2 ชั้น ใช้เป็นที่ประทับและเป็นท้องพระโรงสำหรับออกว่าราชการ.ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อสร้างใหม่เป็นพระที่นั่งชั้นเดียว เนื่องจากมีปัญหาด้านโครงสร้าง แต่ยังคงมีรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบนีโอคลาสสิก และใช้เป็นท้องพระโรงเช่นเดิม “พระที่นั่งเวหาศจำรูญ” หรือ “เทียนเม่งเต้ย” เป็นพระที่นั่ง 2 ชั้นที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบจีน เป็นพระที่นั่งองค์สุดท้ายในพระราชวังบางปะอินที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5.ในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงใช้พระที่นั่งองค์นี้เป็นที่ทรงพระอักษร และได้พระราชนิพนธ์บทละครเรื่อง “มัทนะพาธา” หรือ “ตำนานดอกกุหลาบ” ขึ้นที่นี่ด้วยค่ะ “หอวิทูรทัศนา” มีลักษณะเป็นหอคอยสูง 3 ชั้น ทาสีเหลืองสลับแดง ที่ระเบียงและชายคาประดับลายฉลุงดงาม ตั้งอยู่บนเกาะขนาดเล็ก โดยมีสะพานสีขาวเป็นทางเชื่อมมาจากพระที่นั่งเวหาศจำรูญ ภายในมีบันไดเวียนขึ้นสู่ชั้นบน ซึ่งสามารถขึ้นได้ถึงชั้นสองเท่านั้น เนื่องจากด้านบนกำลังบูรณะอยู่ และจากบนหอคอยนี้เพื่อนๆ สามารถมองเห็นทัศนียภาพของพระราชวังบางปะอินได้โดยรอบเลย “ตำหนักเก้าห้อง” ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน ที่ตามเสด็จฯ ในคราวแปรพระราชฐานมาประทับที่พระราชวังบางปะอิน.ตำหนักหลังนี้เป็นอาคาร 2 ชั้น มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบยุโรป บริเวณด้านหน้ามีสนามหญ้าเป็นลานกว้าง สามารถเดินชมภายนอกอาคารได้ค่ะ ภายในพระราชวังบางปะอินยังมีพระที่นั่งและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ให้ชมอีกมากมาย ได้แก่ พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร สภาคารราชประยูร อนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ฯลฯ.แม้ว่าส่วนใหญ่จะไม่เปิดให้เข้าชมภายใน แต่เพื่อนๆ ก็ยังสามารถเดินชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมต่างๆ โดยรอบได้นะคะ อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ ตรงข้ามกับพระราชวังบางปะอินเป็นที่ตั้งของ “วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร” ซึ่งเพื่อนๆ สามารถเดินทางไปได้โดยกระเช้าค่ะ.บริเวณที่ขึ้นกระเช้าจะอยู่ตรงลานจอดรถของพระราชวังบางปะอิน ค่าข้ามกระเช้านั้นจะให้เท่าไหร่ก็ได้แล้วแต่ศรัทธา โดยจะมีตู้รับบริจาคสีเขียวอยู่ที่จุดขึ้นกระเช้าฝั่งวัดนิเวศธรรมประวัติค่ะ วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นวัดประจำพระราชวังบางปะอิน สำหรับทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเมื่อเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาประทับยังพระราชวังแห่งนี้.เมื่อเข้ามาภายในวัด เพื่อนๆ อาจจะรู้สึกสับสนว่านี่คือวัดพุทธหรือโบสถ์คริสต์กันแน่ เพราะสถาปัตยกรรมต่างๆ ภายในวัดล้วนแล้วแต่เป็นแบบตะวันตกทั้งสิ้น.ซึ่งเหตุที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าให้สร้างวัดนี้เลียนแบบโบสถ์ฝรั่งนั้น ก็เพื่อให้เข้ากับพระราชวังบางปะอิน ซึ่งอาคารส่วนใหญ่มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมเป็นแบบตะวันตก และเพื่อให้ราษฎรได้ชมศิลปกรรมของชาติอื่นซึ่งเป็นของแปลกในสมัยนั้นนั่นเองค่ะ และนี่คือพระอุโบสถของวัดนิเวศธรรมประวัติค่ะ ดูสวยงามแปลกตามากเลยใช่มั้ยคะ? อุโบสถหลังนี้มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโกธิค มีหอคอยยอดแหลมสูงและซุ้มประตูโค้งแหลม บริเวณยอดแหลมนั้นเป็นหอนาฬิกาและหอระฆัง เหนือขึ้นไปยังเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุด้วย ภายในอุโบสถตกแต่งแบบโบสถ์คริสต์ มีการประดับกระจกสีตามหน้าต่างและเหนือบานประตูอย่างสวยงาม.เป็นที่ประดิษฐานพระประธานคือ พระพุทธนฤมลธรรโมภาส พระพุทธรูปปางสมาธิเพชร ออกแบบโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ โดยเป็นพระพุทธรูปแบบไทยประเพณีที่ผสานความสมจริงแบบตะวันตกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นับเป็นพระพุทธรูปฝีพระหัตถ์ของท่านที่งดงามที่สุด.นอกจากนี้ฐานชุกชีที่ประดิษฐานพระประธานยังมีลักษณะเหมือนกับที่ตั้งไม้กางเขนในโบสถ์คริสต์อีกด้วย สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากนั่งรถไฟมาเที่ยวบางปะอินแบบแอด ก็อย่ารอช้าเพราะเวลาไม่เคยคอยใคร เพียงหาเวลาว่างสัก 1 วัน เพื่อนๆ ก็สามารถเที่ยวบางปะอินได้แล้วล่ะค่ะ เผยแพร่ใน Facebook : TAT Contact Center เพื่อนร่วมทาง วันที่ 11 กรกฎาคม 2562

สถานีต่อไป…บางปะอิน อ่านเพิ่มเติม

สะพายกล้อง เที่ยวอยุธยา

กรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานีเก่าแก่ของไทยที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาอย่างยาวนานถึง 417 ปี แม้จะถูกทำลายจากการศึกสงคราม แต่ก็ยังคงหลงเหลือโบราณสถานและโบราณวัตถุมากมาย ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีตได้เป็นอย่างดี.ปัจจุบันอยุธยาได้กลายเป็นเมืองมรดกโลก ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากมาย ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่หลายๆ คนอยากมาสัมผัส สำหรับสถานที่แรกที่ต้องอยู่ในลิสต์เส้นทางท่องเที่ยวของอยุธยานั่นก็คือ “วัดพระศรีสรรเพชญ์” เพราะวัดแห่งนี้ในอดีตเป็นวัดประจำพระบรมมหาราชวัง ใช้สำหรับประกอบพระราชพิธีสำคัญต่างๆ.ไฮไลท์ของวัดนี้ก็คือ เจดีย์ทรงระฆัง 3 องค์ ซึ่งภายในบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 และสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เดิมระหว่างเจดีย์มีมณฑปคั่น แต่ได้หักพังไปหมดเหลือเพียงฐานและผนังบางส่วน แม้วัดจะทรุดโทรมลงไปมาก แต่ก็ยังคงความงามไว้ให้เราได้ชมกัน.มุมนี้เป็นมุมที่สามารถมองเห็นเจดีย์ได้ครบทั้ง 3 องค์ แม้ว่าจะเห็นแบบไม่เต็มองค์ แต่ก็มีองค์ประกอบอื่นๆ มาเสริม ทำให้ดูเก๋ไก๋ไปอีกแบบ วัดพระศรีสรรเพชญ์.ที่ตั้ง ตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.ค่าเข้าชม : ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 50 บาทตั๋วรวม ชาวไทย 40 บาท ชาวต่างชาติ 220 บาท(สามารถเข้าชมได้ 6 วัด ได้แก่ วัดพระศรีสรรเพชญ์และพระราชวังโบราณ วัดพระราม วัดราชบูรณะ วัดมหาธาตุ วัดไชยวัฒนาราม และวัดมเหยงคณ์ บัตรมีอายุ 30 วัน เข้าชมได้วัดละ 1 ครั้ง) ต่อมาเป็น “ป้อมเพชร” ป้อมปราการขนาดใหญ่และสำคัญของเมือง เป็นป้อมรูปทรงหกเหลี่ยม ตั้งอยู่บริเวณมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะเมือง สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา.บริเวณนี้เป็นจุดที่แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักไหลมาบรรจบกัน เมื่อหันหน้าออกสู่แม่น้ำ เพื่อนๆ จะเห็นวิววัดพนัญเชิงและวัดบางกะจะด้วยค่ะ.ถ้าจะมาถ่ายรูปและชมวิวแม่น้ำ ณ ที่แห่งนี้ แอดแนะนำให้มาตอนเย็นนะคะ เพราะแดดไม่ร้อนมาก เพื่อนๆ จะได้มีรูปสวยๆ ติดไม้ติดมือกลับบ้านค่ะ ป้อมเพชร.ที่ตั้ง ถนนอู่ทอง ตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา “วัดราชบูรณะ” เป็นอีกหนึ่งโบราณสถานที่สำคัญ เพราะสร้างขึ้นบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระศพเจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา.จุดที่น่าสนใจคือ ปรางค์ประธานขนาดใหญ่ที่ก่อด้วยอิฐและศิลาแลง ภายในปรางค์มีกรุซึ่งเคยขุดพบสิ่งของมีค่าต่างๆ เช่น เครื่องราชูปโภคที่ทำด้วยทองคำ มงกุฎ พระพุทธรูป พระพิมพ์ และของมีค่าอื่นๆ อีกจำนวนมาก.ด้านหน้าปรางค์ทางทิศตะวันออกคือที่ตั้งของวิหารหลวง เมื่อมองจากด้านหน้าวิหารเข้ามา จะเห็นพระปรางค์อยู่ในกรอบประตูพอดี เมื่อถ่ายรูปจึงทำให้ดูดีมีมิติมากยิ่งขึ้นค่ะ . วัดราชบูรณะ.ที่ตั้ง ถนนชีกุน ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.ค่าเข้าชม : ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 50 บาทตั๋วรวม ชาวไทย 40 บาท ชาวต่างชาติ 220 บาท(สามารถเข้าชมได้ 6 วัด ได้แก่ วัดพระศรีสรรเพชญ์และพระราชวังโบราณ วัดพระราม วัดราชบูรณะ วัดมหาธาตุ วัดไชยวัฒนาราม และวัดมเหยงคณ์ บัตรมีอายุ 30 วัน เข้าชมได้วัดละ 1 ครั้ง) “วัดมหาธาตุ” เป็นวัดสำคัญที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง มีปรางค์ขนาดใหญ่เป็นประธานของวัด สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพระงั่ว) เคยพังทลายลงในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แต่ก็ได้มีการบูรณปฎิสังขรณ์ จนกระทั่งพังถล่มลงมาอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 6 เหลือเพียงส่วนล่างของเรือนธาตุ.สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดแห่งนี้ นอกจากเศียรพระในต้นไม้แล้ว ยังมีเจดีย์แปดเหลี่ยม ซึ่งรูปแบบและลวดลายที่ปรากฏแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลล้านนา พบเพียงองค์เดียวในอยุธยา.มุมนี้เพื่อนๆ สามารถเดินชิลๆ ถ่ายรูปเก๋ๆ คู่กับเจดีย์แปดเหลี่ยมได้ค่ะ วัดมหาธาตุ.ที่ตั้ง ถนนนเรศวร ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 18.30 น.ค่าเข้าชม : ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 50 บาทตั๋วรวม ชาวไทย 40 บาท ชาวต่างชาติ 220 บาท(สามารถเข้าชมได้ 6 วัด ได้แก่ วัดพระศรีสรรเพชญ์และพระราชวังโบราณ วัดพระราม วัดราชบูรณะ วัดมหาธาตุ วัดไชยวัฒนาราม และวัดมเหยงคณ์ บัตรมีอายุ 30 วัน เข้าชมได้วัดละ 1 ครั้ง) สำหรับใครที่ยังคงฟินและอินกับละครเรื่องบุพเพสันนิวาสอยู่ละก็ ต้องมาที่นี่เลย “วัดไชยวัฒนาราม” เพราะที่นี่เป็นหนึ่งในฉากสำคัญของละครเรื่องนี้.วัดไชยวัฒนาราม เป็นวัดที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงสร้างขึ้นบริเวณนิวาสสถานเดิมของพระราชมารดา เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศล และต่อมายังใช้เป็นที่ถวายพระเพลิงพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ด้วย สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในวัดแห่งนี้ก็คือ ปรางค์ประธานที่ตั้งอยู่กึ่งกลางของวัด โดยมีปรางค์บริวารอยู่ที่มุมทั้ง 4.โดยมุมนี้เพื่อนๆ จะได้เห็นทั้งพระปรางค์และระเบียงคดที่มีพระพุทธรูปเรียงรายอยู่ รวมทั้งเมรุทิศเมรุรายทางด้านหลังด้วย วัดไชยวัฒนาราม.ที่ตั้ง หมู่ 2 ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.ค่าเข้าชม : ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 50 บาทตั๋วรวม ชาวไทย 40 บาท ชาวต่างชาติ 220 บาท(สามารถเข้าชมได้ 6 วัด ได้แก่ วัดพระศรีสรรเพชญ์และพระราชวังโบราณ วัดพระราม วัดราชบูรณะ วัดมหาธาตุ วัดไชยวัฒนาราม และวัดมเหยงคณ์ บัตรมีอายุ 30 วัน เข้าชมได้วัดละ 1 ครั้ง) ที่สุดท้ายคือ “วัดวรเชษฐ์” หรือ “วัดวรเชต” วัดแห่งนี้ตั้งอยู่นอกเกาะเมือง

สะพายกล้อง เที่ยวอยุธยา อ่านเพิ่มเติม

วัดราชบูรณะ : กรุสมบัติสมัยกรุงศรีอยุธยา

วัดราชบูรณะ : กรุสมบัติสมัยกรุงศรีอยุธยา.วัดราชบูรณะ ตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานป่าถ่าน ตรงข้ามกับวัดมหาธาตุ ภายในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา มีฐานะเป็นพระอารามหลวง สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดนี้ขึ้นเมื่อ พ.ศ.1967 บริเวณที่ถวายพระเพลิงพระศพเจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา พระเชษฐาซึ่งสิ้นพระชนม์ลงเนื่องจากการรบเพื่อแย่งชิงราชสมบัติ ส่วนสถานที่ที่พระเชษฐาทั้ง 2 สิ้นพระชนม์นั้น โปรดเกล้าฯ ให้ก่อเจดีย์ 2 องค์ นามว่า เจดีย์เจ้าอ้ายพระยา-เจ้ายี่พระยาเพื่อเป็นอนุสรณ์ ปัจจุบันอยู่บริเวณเกาะกลางถนน ตรงแยกถนนนเรศวรตัดกับถนนชีกุน หรือทางด้านหน้ากึ่งกลางระหว่างวัดมหาธาตุกับวัดราชบูรณะ วัดราชบูรณะเป็นพระอารามหลวงขนาดใหญ่ ภายในประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างต่างๆ มากมาย ที่เป็นแกนหลักสำคัญของวัดคือ ปรางค์ประธานที่ล้อมรอบด้วยระเบียงคด มีวิหารตั้งอยู่ด้านหน้าทางทิศตะวันออก และอุโบสถตั้งอยู่ด้านหลังทางทิศตะวันตกในแนวแกนเดียวกัน แม้จะเหลือเพียงซากโบราณสถาน เราก็ยังสัมผัสได้ถึงร่องรอยของความยิ่งใหญ่และความรุ่งเรืองในอดีต วิหารหลวง ตั้งอยู่ด้านหน้าวัดทางทิศตะวันออก มีลักษณะแผนผังตามแบบวัดในสมัยอยุธยาตอนต้น ที่บริเวณท้ายวิหารจะยื่นล้ำเข้าไปในแนวระเบียงคด ภายในอาคารปรากฏการเจาะช่องหน้าต่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านหน้ามีลวดลายปูนปั้นประดับหน้าบันซุ้มประตู ซึ่งเป็นการบูรณะในสมัยหลัง ปรางค์ประธานเป็นศิลปะอยุธยาตอนต้น ก่อด้วยอิฐและศิลาแลงตั้งอยู่บนฐานไพทีศิลาแลง บนฐานไพทียังมีเจดีย์ประจำมุมและเจดีย์บริวารอีกหลายองค์ ด้านทิศตะวันออกของปรางค์ทำมุขใหญ่ยื่นออกมาเป็นทางเข้า บนสันหลังคาของมุขประดับด้วยเจดีย์ทรงระฆังขนาดเล็กเรียกว่า “เจดีย์ยอด” ส่วนอีก 3 ด้านเป็นซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปูนปั้น ตามส่วนต่างๆ ของปรางค์ยังคงมีลวดลายปูนปั้นหลงเหลือให้เห็นอยู่ ที่โดดเด่นก็คือประติมากรรมปูนปั้นรูปครุฑ ยักษ์ เทวดา และนาค ที่ประดับอยู่เหนือเรือนธาตุ ภายในองค์ปรางค์มีกรุ 2 กรุ ซึ่งเรียงกันลงไปแนวดิ่ง ทั้ง 2 กรุมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาตอนต้น ที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลศิลปะจีน ซึ่งปัจจุบันเลือนรางมากแล้ว และที่กรุชั้นล่างนี้ยังเคยเป็นที่เก็บเครื่องทองของมีค่าต่างๆ เป็นจำนวนมากด้วย โดยปกติแล้วกรุเป็นที่เก็บพระพุทธรูปและของมีค่าต่างๆ ที่ผู้ศรัทธาถวายไว้เป็นพุทธบูชา เมื่อสร้างเสร็จก็จะปิดตาย แต่เมื่อ พ.ศ.2500 ได้มีคนร้ายลักลอบเข้าไปขุดหาของมีค่าในกรุปรางค์ประธานวัดราชบูรณะ กรมศิลปากรจึงต้องดำเนินการขุดแต่ง ซึ่งก็ได้พบเครื่องราชูปโภคที่ทำด้วยทองคำ พระพิมพ์ และของมีค่าอื่นๆ เป็นจำนวนมาก จึงได้นำพระพิมพ์ส่วนหนึ่งให้ประชาชนเช่าไปบูชา เพื่อนำเงินมาสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา และนำสิ่งของต่างๆ ที่ได้จากกรุมาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ นอกจากนี้กรมศิลปากรยังได้ทำบันไดทอดลงสู่ด้านในของปรางค์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถลงไปชมภาพจิตรกรรมภายในกรุได้ด้วย แต่ตอนนี้กรุปิดเนื่องจากกำลังบูรณะอยู่ค่ะ ด้านหลังปรางค์เป็นอุโบสถตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ซึ่งยังคงปรากฏซากของตัวอาคารและใบเสมาหลงเหลืออยู่ นอกจากนี้ ภายในวัดยังมีสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก เช่น วิหารราย เจดีย์รายรูปทรงต่างๆ ฯลฯ ที่ตั้ง : ภายในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.โทร. 035 242 525พิกัด : https://goo.gl/maps/u8pignHRWDUz9o4eA ค่าเข้าชม : ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 50 บาท นักท่องเที่ยวสามารถซื้อตั๋วรวมเข้าชมวัดในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาได้ชาวไทย 40 บาท ชาวต่างชาติ 220 บาทโดยบัตรมีอายุ 30 วัน เข้าชมได้ 6 วัด (วัดละ 1 ครั้ง) ได้แก่– วัดพระศรีสรรเพชญ์ และพระราชวังโบราณ– วัดพระราม– วัดราชบูรณะ– วัดมหาธาตุ– วัดไชยวัฒนาราม– วัดมเหยงคณ์ เผยแพร่ใน Facebook : TAT Contact Center เพื่อนร่วมทาง วันที่ 27 มิถุนายน 2562

วัดราชบูรณะ : กรุสมบัติสมัยกรุงศรีอยุธยา อ่านเพิ่มเติม

3 โบสถ์น่าไป…ไม่ไกลกรุงเทพฯ

3 โบสถ์ที่แอดหยิบยกมาแนะนำเพื่อนๆ วันนี้ ประกอบด้วย– อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จ.จันทบุรี– อาสนวิหารแม่พระบังเกิด จ.สมุทรสงคราม– วัดนักบุญยอแซฟ จ.พระนครศรีอยุธยา นอกจาก 3 แห่งนี้ ก็ยังมีโบสถ์อีกหลายแห่งที่สวยงามเช่นกัน ซึ่งแอดจะมานำเสนอในโอกาสต่อๆ ไปนะ อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จ.จันทบุรี เป็นโบสถ์ที่มีประวัติความเป็นมากว่า 300 ปี เดิมตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจันทบุรี ต่อมาได้ย้ายมาสร้างยังที่ตั้งปัจจุบันบนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ ตรงข้ามชุมชนริมน้ำจันทบูร โบสถ์หลังนี้เป็นศิลปะแบบโกธิค มีลักษณะเด่นอยู่ตรงหอคอยคู่ที่มีหลังคายอดแหลมสูง ซึ่งในช่วงกรณีพิพาทอินโดจีน พ.ศ.2483 ได้รื้อออกเนื่องจากเกรงว่าจะเป็นเป้าของการทิ้งระเบิด แต่ภายหลังก็ได้สร้างขึ้นใหม่ตามรูปแบบเดิมดังที่เห็นในปัจจุบัน โบสถ์หลังนี้มีการประดับตกแต่งทั้งภายนอกและภายในอย่างสวยงามคลาสสิก มองไปทางไหนก็ดูเพลินตาไปซะหมด บริเวณเหนือพระแท่นบูชา มีไม้กางเขนและพระรูปพระนางมารีอาปฎิสนธินิรมล องค์ประธานของวัดตั้งตระหง่านอย่างงดงาม รวมทั้งยังมีรูปปั้นของนักบุญยออากิมและนักบุญอันนา บิดามารดาของพระนางมารีอาด้วย มีการประดับกระจกสีที่เรียกว่า สเตนกลาส (Stained Glass) เป็นรูปของนักบุญหลายองค์อยู่เหนือพระแท่นบูชา และเหนือหน้าต่าง กระจกสีเหล่านี้มีอายุกว่า 100 ปีแล้ว แต่สียังสวยสดชัดเจน ไม่มีซีดจางเลยล่ะ อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมลแห่งนี้ ได้รับรางวัลอนุรักษ์อาคารดีเด่น ประจำปี 2542 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดให้เข้าชมทุกวันวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-12.00 น. และ 13.00-15.00 น.วันเสาร์ เวลา 09.00-12.00 น. และ 13.00-16.00 น.วันอาทิตย์ เวลา 11.00-16.00 น. การเข้าชมต้องแต่งกายสุภาพ และหากไปเวลากลางคืนในช่วงเทศกาลสำคัญก็จะมีการเปิดไฟประดับสวยงามด้วย อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมลที่ตั้ง : ต.จันทนิมิต อ.เมือง จ.จันทบุรีโทร : 039 311 578 อาสนวิหารแม่พระบังเกิด จ.สมุทรสงคราม เป็นโบสถ์คริสต์ที่เก่าแก่และงดงามที่สุดแห่งหนึ่งในไทย สร้างโดยมิชชันนารีชาวฝรั่งเศส ใช้เวลานานถึง 6 ปี และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.2439 ตัวโบสถ์เป็นศิลปะแบบโกธิค ตรงกลางมีหอคอยยอดแหลมสูง มีซุ้มประตูโค้งแหลม ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมแบบนี้  ดูแล้วคล้ายกับโบสถ์กาลหว่าร์ซึ่งสร้างในช่วงเดียวกันเลย ภายในกว้างขวางและตกแต่งอย่างสวยงามอลังการ มีการประดับกระจกสีเป็นเรื่องราวในพระคัมภีร์ สวยงามมากๆ สำหรับใครที่จะไปเที่ยว ต้องแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย นอกจากนี้ในช่วงเวลาที่มีพิธีกรรม จะไม่สามารถเข้าไปชมภายในได้ แนะนำให้โทรสอบถามก่อนเดินทางนะ อาสนวิหารแม่พระบังเกิดที่ตั้ง : ต.บางนกแขวก อ.บางคนที จ.สมุทรสงครามโทร : 034 761 347 วัดนักบุญยอแซฟ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแห่งแรกในประเทศไทย โดยเริ่มแรกสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา และได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์เรื่อยมา จนถึงปัจจุบันเป็นโบสถ์หลังที่ 4 ซึ่งสร้างเมื่อ พ.ศ.2426 ตัวโบสถ์เป็นสถาปัตยกรรมแบบฟื้นฟูคลาสสิก ด้านหน้ามีหอคอยสูง และมีซุ้มประตูโค้งแบบโรมัน วัดนักบุญยอแซฟ ถือเป็นศูนย์กลางของคริสตศาสนิกชนชาวสยามในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จนถึงคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 โบสถ์ได้ถูกเผาทำลาย แต่ภายหลังก็ได้สร้างขึ้นมาใหม่ ภายในกว้างขวาง ประดับตกแต่งด้วยกระจกสีและรูปปั้นต่างๆ อย่างสวยงาม วัดนักบุญยอแซฟ ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น พ.ศ.2548 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ วัดนักบุญยอแซฟที่ตั้ง : ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยาโทร : 035 242 589, 035 321 447 เผยแพร่ใน Facebook : TAT Contact Center เพื่อนร่วมทาง วันที่ 11 มิถุนายน 2562

3 โบสถ์น่าไป…ไม่ไกลกรุงเทพฯ อ่านเพิ่มเติม

ปราสาทนครหลวง : พระนครศรีอยุธยา

ปราสาทนครหลวง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ในเขตตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เดิมบริเวณนี้เป็นที่ตั้งของตำหนักที่สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมทรงสร้างขึ้น เพื่อประทับพักผ่อนในระหว่างเสด็จไปนมัสการพระพุทธบาทที่สระบุรี และเป็นที่ประทับแรมในระหว่างทางเสด็จประพาสลพบุรี ต่อมาสมเด็จพระเจ้าปราสาททองโปรดให้ช่างไปถ่ายแบบปราสาทในกรุงกัมพูชามาสร้างไว้ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติที่มีชัยเหนือกัมพูชา แต่ยังสร้างไม่เสร็จและได้ถูกทิ้งร้างไป จนกระทั่ง พ.ศ.2352 จึงมีผู้สร้างรอยพระพุทธบาทสี่รอยขึ้นบนปราสาทนี้ พร้อมๆ กับการสร้างวัดนครหลวง ปราสาทนครหลวง เป็นปราสาทก่อด้วยอิฐ สร้างอยู่บนเนินเขาที่เกิดจากการถมดิน ด้านบนสุดเป็นมณฑปที่มีระเบียงคดล้อมรอบ 3 ชั้น ลดหลั่นกันลงมา ระเบียงคดชั้นที่ 1 และ 2 มีปรางค์ประจำมุมและประจำทิศ มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่โดยรอบ ที่ผนังของระเบียงคดมีการทำซี่ลูกกรงที่เรียกว่า “ลูกมะหวด” ซึ่งเป็นที่นิยมในศิลปะขอม ลักษณะคล้ายกับที่วัดไชยวัฒนารามซึ่งสร้างในสมัยเดียวกันด้วย มุมนี้ก็เป็นอีกมุมที่สวยสะกดแอดมากๆ เห็นแบบนี้แล้วอดคิดไม่ได้เลยว่าในอดีตจะสวยงามขนาดไหน วันที่แอดไปคนค่อนข้างน้อย ซึ่งมีข้อดีคือเราจะได้รูปสวยๆ มุมดีๆ ตามใจเราเลย เมื่อขึ้นมาถึงด้านบน ก็จะพบกับมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทสี่รอย ซึ่งได้รับการบูรณะเมื่อ พ.ศ.2446 ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยการรื้ออุโบสถที่ประดิษฐานพระพุทธบาทสี่รอยออก แล้วสร้างใหม่เป็นมณฑปจัตุรมุขอย่างที่เห็นในปัจจุบัน  จะเห็นได้ว่าสิ่งก่อสร้างบนฐานชั้นบนสุด ไม่ว่าจะเป็นมณฑปหรือระเบียงคดนั้นดูแตกต่างจากส่วนฐานอย่างชัดเจน นั่นก็เพราะเป็นการสร้างเพิ่มเติมในสมัยหลังนั่นเอง ปราสาทนครหลวงที่อยู่ : ริมแม่น้ำป่าสัก ต.นครหลวง อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยาเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 08.00-17.00 น.พิกัด : https://goo.gl/maps/LMrVeWFvCXacBJgi9 ก่อนกลับแอดแวะไปชม “ศาลาพระจันทร์ลอย” ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าก่อนถึงทางขึ้นปราสาทนครหลวง เชื่อกันว่าบริเวณนี้เดิมเป็นที่ตั้งของพระตำหนักที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับแรม มีลักษณะเป็นอาคารจัตุรมุข ภายในประดิษฐานแผ่นหินพระจันทร์ลอย ซึ่งเป็นแผ่นหินรูปกลมคล้ายพระจันทร์ ด้านหน้าตอนบนแกะสลักภาพพระพุทธรูปนูนต่ำ 3 องค์ ขนาบข้างด้วยเจดีย์ แผ่นหินนี้มีตำนานเล่าขานกันว่า ลอยน้ำมาตามแม่น้ำป่าสัก ชาวบ้านพยายามนำขึ้นจากน้ำแต่ไม่สามารถทำได้ จนกระทั่งสมภารวัดเทพจันทร์ผู้มีอาคมได้นำสายสิญจน์ 3 เส้นมาคล้องที่แผ่นหิน จากนั้นจึงนำขึ้นมาได้โดยง่ายดาย และภายหลังได้นำมาประดิษฐานไว้ที่ศาลาพระจันทร์ลอยแห่งนี้ เผยแพร่ใน Facebook : TAT Contact Center เพื่อนร่วมทาง วันที่ 4 มิถุนายน 2562

ปราสาทนครหลวง : พระนครศรีอยุธยา อ่านเพิ่มเติม

10 จุดชมความงาม ยามอาทิตย์อัสดง

1. วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ วัดอรุณราชวราราม เป็นวัดเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือ “พระปรางค์” ซึ่งมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่สวยงามโดดเด่นที่สุดวัดหนึ่งของไทย หากมองจากฝั่งพระนครไปยังวัดอรุณฯ ในช่วงพลบค่ำ ก็จะเห็นภาพดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่ด้านหลังของพระปรางค์พอดิบพอดี องค์ประกอบต่างๆ ล้วนทำให้เกิดเป็นภาพที่สวยงามลงตัวอย่างน่าอัศจรรย์ วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหารที่ตั้ง : ถ.วังเดิม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานครเปิดทุกวัน เวลา 8.30-17.30 น. 2. วัดไชยวัฒนาราม จ.พระนครศรีอยุธยา ในช่วงปีที่ผ่านมา วัดไชยวัฒนารามเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิต เนื่องจากเป็นฉากหนึ่งในละครเรื่องบุพเพสันนิวาสทีโด่งดังไปทั่ว ทำให้มีผู้คนเดินทางมาตามรอยละครกันมากมาย วัดไชยวัฒนาราม เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง โดยจำลองรูปแบบการก่อสร้างมาจากปราสาทนครวัด มีพระปรางค์องค์ใหญ่เป็นประธานของวัด และมีปรางค์บริวารอยู่ที่มุมทั้ง 4 รอบพระปรางค์ล้อมรอบด้วยระเบียงคด ซึ่งมีเมรุทิศ เมรุราย อยู่ที่มุมและด้านของระเบียงคด นับเป็นโบราณสถานที่สวยงามตระการตาอีกแห่งหนึ่ง ในยามเย็นช่วงพระอาทิตย์ตกดิน แสงที่สาดส่องมายังโบราณสถาน ทำให้เกิดมุมมองที่แปลกตา สวยงามไม่แพ้กลางวันเลย วัดไชยวัฒนารามที่ตั้ง : อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยาเปิดทุกวัน เวลา 06.00-18.00 น. 3. ปราสาทหินพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์ หลายๆ คนอาจจะตั้งตารอชมปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์ขึ้นตรง 15 ช่องประตู ซึ่งใน 1 ปีจะเกิดขึ้นเพียง 4 ครั้งเท่านั้น แต่วันนี้แอดอยากจะบอกว่า ไม่ต้องรอให้ถึงช่วงเวลานั้น เราก็มีรูปสวยๆ ไปอวดเพื่อนๆ ได้เหมือนกัน ยามดวงอาทิตย์คล้อยลงต่ำ เตรียมจะลาลับขอบฟ้า เงาของปราสาทจะบดบังดวงอาทิตย์ ทำให้ปราสาทดูลึกลับและเต็มไปด้วยมนต์ขลังมากยิ่งขึ้น ปราสาทหินพนมรุ้งที่ตั้ง : ต.ตาเป๊ก อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์เปิดทุกวัน เวลา 06.00-18.00 น. 4. สะพานแขวนสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี จ.ตาก สะพานแห่งนี้ถือเป็นจุดชมวิวแม่น้ำปิงที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของ จ.ตาก เลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะช่วงที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและตก เราจะเห็นดวงอาทิตย์อยู่ตรงกับแนวสะพานพอดี เป็นภาพที่สวยงามมากๆ นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลลอยกระทงของทุกปี บริเวณสะพานแห่งนี้ยังใช้เป็นสถานที่จัดงานประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีปพันดวง ซึ่งเป็นประเพณีท้องถิ่นของจังหวัดที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครอีกด้วย สะพานแขวนสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปีที่ตั้ง : อ.เมือง จ.ตาก 5. อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จ.สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย มรดกโลกที่สำคัญของไทย ร่องรอยความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรสุโขทัยเมื่อกว่า 700 ปีก่อน ภายในอุทยานฯ เต็มไปด้วยโบราณสถานมากมายที่แม้จะปรักหักพังแต่ก็เต็มไปด้วยคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์และทางจิตใจ ในช่วงเวลาโพล้เพล้ บริเวณสระน้ำหน้าวัดมหาธาตุนี่แหละคือสถานที่ยอดนิยมสำหรับนักถ่ายภาพ ภาพความยิ่งใหญ่ของโบราณสถานยามอาทิตย์อัสดงที่สะท้อนลงบนผิวน้ำนั้น งดงามเกินบรรยายจริงๆ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยที่ตั้ง : ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.สุโขทัยเปิดทุกวัน เวลา 06.00-18.00 น. 6. กว๊านพะเยา จ.พะเยา กว๊านพะเยาเป็นบึงน้ำที่เกิดจากการรวมตัวของลำห้วยต่างๆ ถึง 18 สาย เป็นบึงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ และใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลากว่า 50 ชนิดด้วย คำว่า “กว๊าน” หมายถึง หนองน้ำ หรือบึงน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นคำที่ใช้เฉพาะที่จังหวัดพะเยาแห่งเดียวเท่านั้น ทัศนียภาพรอบกว๊านร่มรื่น มองเห็นแนวทิวเขาสลับซับซ้อนสวยงาม บริเวณริมกว๊านมีร้านอาหารและสวนสาธารณะ ซึ่งสามารถมาเดินเล่น หรือชมพระอาทิตย์ตกดินได้ มีบริการนั่งเรือพายชมทัศนียภาพกว๊านพะเยาด้วย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท กว๊านพะเยาที่ตั้ง : ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา 7. ประภาคาร จ.ระนอง ประภาคารแห่งนี้ ตั้งอยู่บริเวณท่าเทียบเรือด่านศุลกากรระนอง เป็นอาคารแปดเหลี่ยม สูง 50 เมตร ถือว่าเป็นประภาคารที่สูงที่สุดในประเทศไทย ประภาคารมีทั้งหมด 9 ชั้น โดยชั้นที่ 9 เป็นจุดชมวิวที่สามารถชมสวยงามของปากน้ำระนอง ก่อนไหลออกสู่ทะเลอันดามัน โดยอีกฟากฝั่งของแม่น้ำก็คือประเทศเมียนมานั่นเอง ใกล้มากๆ ในช่วงเย็น สถานที่แห่งนี้ยังเป็นสถานที่ที่เราสามารถมาเดินเล่น พักผ่อนหย่อนใจ รับลมเย็นๆ และถ่ายรูปเล่นได้อีกด้วย บอกเลยว่าภาพประภาคารที่มีภูเขาและดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเป็นฉากหลังนั้น สวยงามไม่แพ้ที่ไหนๆ เลย ประภาคาร จ.ระนองที่ตั้ง : บ้านเขานางหงส์ ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ระนองเปิดทุกวัน เวลา 8.00-20.00 น. 8. สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.พัทลุง รู้หรือไม่..สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.พัทลุง เป็นสะพานที่ยาวที่สุดของประเทศไทยในขณะนี้ สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมเส้นทางระหว่าง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง และ อ.ระโนด จ.สงขลา เข้าด้วยกัน โดยทอดยาวผ่านทะเลน้อยอันกว้างใหญ่ ทัศนียภาพโดยรอบสะพานเป็นเวิ้งน้ำกว้างไกล สามารถมองเห็นทะเลบัวแดงในช่วงเช้า ส่วนช่วงสายก็จะพบกับนกน้ำที่ออกหากิน และถ้าโชคดีก็อาจได้พบควายน้ำด้วย ไฮไลท์อีกอย่างของที่นี่คือ ในช่วงเย็นเส้นทางนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นจุดถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งอีกด้วย สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาที่ตั้ง : ต.พนางตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง 9. เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี เกาะเต่า จุดดำน้ำที่มีชื่อเสียงระดับโลก เนื่องจากมีแนวปะการังทั้งน้ำตื้นและน้ำลึกที่มีความสวยงามและสมบูรณ์ อีกทั้งยังเป็นที่อยู่อาศัยของปลาหลากหลายชนิด เกาะเต่ามีหาดทรายขาวละเอียดและสะอาดสวยงาม นอกจากนี้ยังเป็นเกาะที่เงียบสงบ ผู้คนไม่พลุกพล่าน เกาะเต่าจึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่ต้องการการพักผ่อนอย่างแท้จริง ถึงแม้เกาะเต่าจะตั้งอยู่ในเขต จ.สุราษฎร์ธานี แต่เนื่องจากอยู่ใกล้ฝั่งของ จ.ชุมพรมากกว่า นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเกาะเต่าจึงนิยมขึ้นเรือจากชุมพรเป็นส่วนใหญ่ เกาะเต่าที่ตั้ง : อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี 10.

10 จุดชมความงาม ยามอาทิตย์อัสดง อ่านเพิ่มเติม

5 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ไหว้แล้วมีสิทธิสละโสด

ศาลท้าวมหาพรหม กรุงเทพมหานคร.เชื่อกันว่า ท่านท้าวมหาพรหมเป็นเทพเจ้าที่มีเมตตา สามารถดลบันดาลให้ผู้ที่มาขอพรนั้นสมปรารถนาในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความรัก ชีวิต หน้าที่การงาน โดยผู้ที่มาขอพรพระพรหมนั้นมักจะบนบานด้วยการถวายพวงมาลัยดอกไม้เจ็ดสีเจ็ดศอก ช้างไม้ หรือละครรำ.ยังมีกิตติศัพท์เลื่องลือกันในหมู่ของผู้ที่ต้องการมีบุตรด้วยว่า หากได้มาอธิษฐานขอพรจากท่านแล้ว มักจะสมหวัง แม้แต่ชาวต่างชาติก็ถึงกับข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ.ในวันที่ 9 พฤศจิกายนของทุกปี จะมีการจัดงานบวงสรวงพระพรหม เนื่องในโอกาสครบรอบการตั้งศาลด้วย  พระตรีมูรติ กรุงเทพมหานคร.ผู้ใดที่ยังไร้คู่หรือไม่มีโชคในด้านความรัก หากได้มาบูชาพระตรีมูรติและตั้งจิตอธิษฐานขอพรให้พบกับเนื้อคู่แล้ว ก็มักจะได้สมดังปรารถนา รวมทั้งเรื่องของชีวิตและหน้าที่การงานอีกด้วย เวลาที่ดีที่สุดในการสักการะ คือ คืนวันพฤหัสบดี เวลา 21.30 น. เพราะเชื่อว่าเป็นเวลาที่เทพจะลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อรับฟังและประทานพรให้แก่ผู้ขอ.วิธีบูชาพระตรีมูรติ ใช้ธูปแดง 9 ดอก เทียนแดง ดอกกุหลาบแดง และผลไม้ พร้อมกล่าวชื่อ นามสกุล รวมทั้งที่อยู่ของตนเองด้วย.วันบวงสรวงพระตรีมูรติ ตรงกับวันที่ 2 ธันวาคม ของทุกปี วัดโสธรราชวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา.ผู้ที่นับถือหลวงพ่อโสธรเชื่อว่าเมื่อได้มาสักการะแล้ว จะมีแต่ความสุข เป็นสวัสดิมงคลแก่ชีวิต และในหมู่ผู้ที่มีบุตรยากยังเดินทางมาพร้อมกับความหวัง.เพราะเชื่อกันว่า หากได้มาขอหลวงพ่อแล้วจะได้ลูกชาย และเมื่อสมดังหวัง ก็นิยมมาถวายละครชาตรี ไข่ต้ม ผลไม้ และพวงมาลัย.งานนมัสการประจำปีหลวงพ่อโสธร จัดขึ้นปีละ 3 ครั้ง คือ– กลางเดือน 5 (เมษายน)– กลางเดือน 12 (พฤศจิกายน)– เทศกาลตรุษจีน ศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก วัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา.เชื่อกันว่า เจ้าแม่สร้อยดอกหมากจะดลบันดาลให้ผู้ที่มากราบไหว้ขอพร มีแต่ความสุข ความสำเร็จ โดยเฉพาะเรื่องของความรักและคู่ครอง ถ้ามีใจที่แน่วแน่มั่นคง ก็มักสมหวังดังใจปรารถนา.หรือผู้ที่อยากมีบุตรก็มักจะมาขอพรจากเจ้าแม่เช่นกัน เมื่อได้สมดังที่ขอแล้วมักจะนำผ้าแพร ไข่มุก เรือสำเภาจำลอง หรือนำสิงโตมาเชิดเพื่อถวายเจ้าแม่ พระธาตุศรีสองรัก อ.ด่านซ้าย จ.เลย.เชื่อกันว่า หากผู้ใดได้มาบนบานศาลกล่าว แล้วแก้บนด้วยต้นผึ้ง จะได้สมตามความปรารถนาทุกประการ และถ้าขอพรในด้านที่เกี่ยวกับความรักและมิตรภาพ สัมพันธภาพนั้นก็จะยั่งยืนสืบไป.ข้อปฏิบัติที่ควรทราบคือ ไม่ควรแต่งกายในชุดสีแดง รวมทั้งงดนำสิ่งของหรือดอกไม้สีแดงขึ้นไปบูชา เพราะสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของเลือดและความรุนแรง นอกจากนี้ยังไม่ควรกางร่ม สวมหมวก และสวมรองเท้าขึ้นไปบริเวณพระธาตุอีกด้วย.พระธาตุศรีสองรัก สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เพื่อเป็นสักขีพยานในความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างกรุงศรีอยุธยากับกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์).ประเพณีสมโภชพระธาตุศรีสองรัก จัดขึ้นในวันวิสาขบูชา (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6) ของทุกปี เผยแพร่ใน Facebook : TAT Contact Center เพื่อนร่วมทาง วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562

5 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ไหว้แล้วมีสิทธิสละโสด อ่านเพิ่มเติม

สะพายกล้องเที่ยวอยุธยา

กรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานีเก่าแก่ของไทยที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาอย่างยาวนานถึง 417 ปี แม้จะถูกทำลายจากการศึกสงคราม แต่ก็ยังคงหลงเหลือโบราณสถานและโบราณวัตถุมากมาย ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีตได้เป็นอย่างดี.ปัจจุบันอยุธยาได้กลายเป็นเมืองมรดกโลก ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากมาย ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่หลายๆ คนอยากมาสัมผัส สำหรับสถานที่แรกที่ต้องอยู่ในลิสต์เส้นทางท่องเที่ยวของอยุธยานั่นก็คือ “วัดพระศรีสรรเพชญ์” เพราะวัดแห่งนี้ในอดีตเป็นวัดประจำพระบรมมหาราชวัง ใช้สำหรับประกอบพระราชพิธีสำคัญต่างๆ.ไฮไลท์ของวัดนี้ก็คือ เจดีย์ทรงระฆัง 3 องค์ ซึ่งภายในบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 และสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เดิมระหว่างเจดีย์มีมณฑปคั่น แต่ได้หักพังไปหมดเหลือเพียงฐานและผนังบางส่วน แม้วัดจะทรุดโทรมลงไปมาก แต่ก็ยังคงความงามไว้ให้เราได้ชมกัน.มุมนี้เป็นมุมที่สามารถมองเห็นเจดีย์ได้ครบทั้ง 3 องค์ แม้ว่าจะเห็นแบบไม่เต็มองค์ แต่ก็มีองค์ประกอบอื่นๆ มาเสริม ทำให้ดูเก๋ไก๋ไปอีกแบบ.ที่ตั้ง : ตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.ค่าเข้าชม : ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 50 บาทตั๋วรวม ชาวไทย 40 บาท ชาวต่างชาติ 220 บาท(สามารถเข้าชมได้ 6 วัด ได้แก่ วัดพระศรีสรรเพชญ์และพระราชวังโบราณ วัดพระราม วัดราชบูรณะ วัดมหาธาตุ วัดไชยวัฒนาราม และวัดมเหยงคณ์ บัตรมีอายุ 30 วัน เข้าชมได้วัดละ 1 ครั้ง)พิกัด : https://goo.gl/maps/5vkzTUxZoLi3Whf27 ต่อมาเป็น “ป้อมเพชร” ป้อมปราการขนาดใหญ่และสำคัญของเมือง เป็นป้อมรูปทรงหกเหลี่ยม ตั้งอยู่บริเวณมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะเมือง สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา.บริเวณนี้เป็นจุดที่แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักไหลมาบรรจบกัน เมื่อหันหน้าออกสู่แม่น้ำ เพื่อนๆ จะเห็นวิววัดพนัญเชิงและวัดบางกะจะด้วยค่ะ.ถ้าจะมาถ่ายรูปและชมวิวแม่น้ำ ณ ที่แห่งนี้ แอดแนะนำให้มาตอนเย็นนะคะ เพราะแดดไม่ร้อนมาก เพื่อนๆ จะได้มีรูปสวยๆ ติดไม้ติดมือกลับบ้านค่ะ ป้อมเพชร.ที่ตั้ง : ถนนอู่ทอง ตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาพิกัด : https://goo.gl/maps/nS5EZFp4cpPNvskP6 “วัดราชบูรณะ” เป็นอีกหนึ่งโบราณสถานที่สำคัญ เพราะสร้างขึ้นบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระศพเจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา.จุดที่น่าสนใจคือ ปรางค์ประธานขนาดใหญ่ที่ก่อด้วยอิฐและศิลาแลง ภายในปรางค์มีกรุซึ่งเคยขุดพบสิ่งของมีค่าต่างๆ เช่น เครื่องราชูปโภคที่ทำด้วยทองคำ มงกุฎ พระพุทธรูป พระพิมพ์ และของมีค่าอื่นๆ อีกจำนวนมาก.ด้านหน้าปรางค์ทางทิศตะวันออกคือที่ตั้งของวิหารหลวง เมื่อมองจากด้านหน้าวิหารเข้ามา จะเห็นพระปรางค์อยู่ในกรอบประตูพอดี เมื่อถ่ายรูปจึงทำให้ดูดีมีมิติมากยิ่งขึ้นค่ะ . ที่ตั้ง : ถนนชีกุน ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.ค่าเข้าชม : ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 50 บาทตั๋วรวม ชาวไทย 40 บาท ชาวต่างชาติ 220 บาท(สามารถเข้าชมได้ 6 วัด ได้แก่ วัดพระศรีสรรเพชญ์และพระราชวังโบราณ วัดพระราม วัดราชบูรณะ วัดมหาธาตุ วัดไชยวัฒนาราม และวัดมเหยงคณ์ บัตรมีอายุ 30 วัน เข้าชมได้วัดละ 1 ครั้ง)พิกัด : https://goo.gl/maps/WR9cccXdEs7p1aSJA “วัดมหาธาตุ” เป็นวัดสำคัญที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง มีปรางค์ขนาดใหญ่เป็นประธานของวัด สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพระงั่ว) เคยพังทลายลงในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แต่ก็ได้มีการบูรณปฎิสังขรณ์ จนกระทั่งพังถล่มลงมาอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 6 เหลือเพียงส่วนล่างของเรือนธาตุ.สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดแห่งนี้ นอกจากเศียรพระในต้นไม้แล้ว ยังมีเจดีย์แปดเหลี่ยม ซึ่งรูปแบบและลวดลายที่ปรากฏแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลล้านนา พบเพียงองค์เดียวในอยุธยา.มุมนี้เพื่อนๆ สามารถเดินชิลๆ ถ่ายรูปเก๋ๆ คู่กับเจดีย์แปดเหลี่ยมได้ค่ะ วัดมหาธาตุ.ที่ตั้ง : ถนนนเรศวร ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 18.30 น.ค่าเข้าชม : ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 50 บาทตั๋วรวม ชาวไทย 40 บาท ชาวต่างชาติ 220 บาท(สามารถเข้าชมได้ 6 วัด ได้แก่ วัดพระศรีสรรเพชญ์และพระราชวังโบราณ วัดพระราม วัดราชบูรณะ วัดมหาธาตุ วัดไชยวัฒนาราม และวัดมเหยงคณ์ บัตรมีอายุ 30 วัน เข้าชมได้วัดละ 1 ครั้ง)พิกัด : https://goo.gl/maps/SmeBkorpBqhxdts49 สำหรับใครที่ยังคงฟินและอินกับละครเรื่องบุพเพสันนิวาสอยู่ละก็ ต้องมาที่นี่เลย “วัดไชยวัฒนาราม” เพราะที่นี่เป็นหนึ่งในฉากสำคัญของละครเรื่องนี้.วัดไชยวัฒนาราม เป็นวัดที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงสร้างขึ้นบริเวณนิวาสสถานเดิมของพระราชมารดา เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศล และต่อมายังใช้เป็นที่ถวายพระเพลิงพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ด้วย สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในวัดแห่งนี้ก็คือ ปรางค์ประธานที่ตั้งอยู่กึ่งกลางของวัด โดยมีปรางค์บริวารอยู่ที่มุมทั้ง 4.โดยมุมนี้เพื่อนๆ จะได้เห็นทั้งพระปรางค์และระเบียงคดที่มีพระพุทธรูปเรียงรายอยู่ รวมทั้งเมรุทิศเมรุรายทางด้านหลังด้วย วัดไชยวัฒนาราม.ที่ตั้ง : หมู่ 2 ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.ค่าเข้าชม : ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 50 บาทตั๋วรวม ชาวไทย 40 บาท ชาวต่างชาติ 220 บาท(สามารถเข้าชมได้ 6 วัด ได้แก่ วัดพระศรีสรรเพชญ์และพระราชวังโบราณ วัดพระราม วัดราชบูรณะ วัดมหาธาตุ วัดไชยวัฒนาราม และวัดมเหยงคณ์ บัตรมีอายุ 30 วัน เข้าชมได้วัดละ 1 ครั้ง)

สะพายกล้องเที่ยวอยุธยา อ่านเพิ่มเติม

10 เส้นทางรถไฟ เที่ยวประหยัดใกล้กรุง

ไหนใครอยากไปเที่ยว แต่มีเวลาว่างจำกัดบ้าง บอกเลยว่า เราหัวอกเดียวกันค่ะ เพราะฉะนั้น ที่เที่ยวที่เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ก็ต้องอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เอาแบบเที่ยววันเดย์ทริป หรือ 2 วัน 1 คืน ได้ยิ่งดี แต่ถ้าจะให้นั่งรถตู้หรือขับรถไปก็อาจจะดูธรรมดาไปหน่อย ลองเปลี่ยนมานั่งรถไฟดูสิ ได้ชมบรรยากาศสวยๆ ระหว่างทาง แถมราคาก็ไม่แพงอีกด้วย . . ใครอยากนั่งรถไฟไปเที่ยว คลิกเข้าไปดูข้อมูลไว้เป็นแนวทางจัดทริปครั้งหน้าได้เลย . . สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวโดยรถไฟได้ที่ : การรถไฟแห่งประเทศไทย call center 1690 http://www.railway.co.th/Home/Index . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .  นครปฐม – ราคาตั๋ว 10-44 บาท– สถานีธนบุรี-สถานีนครปฐม– เวลารถไฟเที่ยวไป 07.30 น. / 07.50 น. / 13.05 น. / 13.55 น. / 18.25 น.ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง.สถานที่ท่องเที่ยวใกล้สถานีรถไฟ– พระปฐมเจดีย์ – พระราชวังสนามจันทร์ ที่กินใกล้สถานีรถไฟ– ตั้งฮะเส็ง ข้าวหมูแดง นครปฐม – ตลาดนัดองค์พระปฐมเจดีย์ – ร้าน Boxgallery– ร้าน Fairy Tale cozy dessert home กาญจนบุรี – ราคาตั๋ว 25-110 บาท– สถานีธนบุรี-สถานีกาญจนบุรี– เวลารถไฟเที่ยวไป 07.50 น. / 13.55 น.ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง – รถไฟท่องเที่ยว สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง)-สถานีน้ำตก ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์.สถานที่ท่องเที่ยวใกล้สถานีรถไฟ – พิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย-พม่า– สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก– พิพิธภัณฑ์สงครามอักษะและเชลยศึก– หอพระประวัติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก– สวนน้ำ West Wonder Waterpark  ที่กินใกล้สถานีรถไฟ– ก๋วยเตี๋ยววันวาน – ร้านบ้านเรา – ร้านชลุค– Gravite drip coffee พระนครศรีอยุธยา – ราคาตั๋ว 45-130 บาท– สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง)-สถานีอยุธยาเวลารถไฟเที่ยวไป 04.20 น. / 05.20 น. / 05.45 น. / 6.40 น. / 07.00 น. / 08.20 น. / 08.30 น. / 09.25 น. / 10.05 น. / 10.50 น. / 11.20 น. / 11.40 น. / 12.55 น. / 13.45 น. / 14.05 น. / 15.20 น. / 16.30 น. / 17.00 น. / 17.25 น. / 18.10 น. / 18.20 น. / 18.35 น. / 18.55 น. / 19.35 น. / 20.00 น. / 20.10 น. / 20.30 น.ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง – 2 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับประเภทรถไฟ).สถานที่ท่องเที่ยวใกล้สถานีรถไฟ – ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช– วัดพิชัยสงคราม– พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา – อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ที่กินใกล้สถานีรถไฟ– ร้านบ้านส้มตำ– แพกรุงเก่า – ร้านผักหวาน– บ้านข้าวหนม– The JIM’s Cafe ราชบุรี – ราคาตั๋ว 25-370 บาท– สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง)-สถานีราชบุรี เวลารถไฟเที่ยวไป 08.05 น. / 09.20 น. / 13.00

10 เส้นทางรถไฟ เที่ยวประหยัดใกล้กรุง อ่านเพิ่มเติม

ตลาดอยุธยาไนท์มาร์เก็ต

เกร็ดความรู้ :  ในสมัยอยุธยาพิกัดเดิมตรงนี้ก็คือ “ตลาดผ้าเหลือง” ซึ่งขายเครื่องสังฆภัณฑ์ ผ้าไตรจีวร เครื่องทองเหลือง เป็นต้น ดังที่ปรากฏอยู่ในละครเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” นั่นเองค่ะ มาเยือน จ.อยุธยา ทั้งทีเราต้องไม่พลาดที่จะทานกุ้งเผาอยุธยานะคะ เพราะกุ้งเผาอยุธยานั้นสด เนื้อแน่น หวานอร่อย แถมยังมีมันกุ้งเยิ้มๆ ด้วย ถ้าได้ทานพร้อมกับน้ำจิ้มซีฟู๊ดรสแซ่บ แอดรับรองว่าเพื่อนๆ จะติดใจ (บรรยายเองแอดยังแอบน้ำลายไหลเลย) เรามาต่อกันที่เมนูก๋วยเตี๋ยวต้มยำรสแซ่บ ที่เด็ดถึงทรวงดวงฤทัยกันค่ะ ดูจากรูปเพื่อนๆ ก็คงจะเดาได้ว่ารสชาติต้องเข้มข้นแน่ๆ แต่แอดบอกเลยว่าของจริงเข้มข้นกว่าในรูปเยอะค่ะ ยิ่งเมนูก๋วยเตี๋ยวต้มยำทะเลที่ใส่กุ้งและปลาหมึกตัวโตๆ พร้อมไข่ต้มยางมะตูม พอได้ลองทานแล้วฟินสุดๆ เลยค่ะ กุ้งอบวุ้นเส้นเป็นอีกหนึ่งเมนูที่แอดแนะนำเลยค่ะ ที่อื่นอาจจะใช้กุ้งตัวเล็กทำให้เราฟินไม่สุด แต่ที่นี่นอกจากวุ้นเส้นที่มีรสชาติกลมกล่อมไปด้วยเครื่องเทศต่างๆ แล้ว ยังให้กุ้งตัวใหญ่อีกด้วยค่ะ แถมน้ำจิ้มซีฟู๊ดยังแซ่บ ซี๊ด จี๊ดสะใจอย่าบอกใครเชี่ยว พักเรื่องกุ้ง แล้วมาต่อกันที่ไก่บ้างนะคะ ไก่ทอดของที่นี่ทำเอาแอดไม่สามารถเดินผ่านไปโดยที่ไม่แวะไม่ได้เลย เพราะกลิ่นของไก่ทอดช่างหอมอบอวล เย้ายวนใจสุดๆ มีความกรอบนอกนุ่มในเมื่อได้ลองทาน แถมไก่ทอดของที่นี่ยังมีหลายสูตรให้เลือกชิมอีกด้วย สำหรับข้าวคลุกกะปิของที่นี่ก็มากไปด้วยเครื่องเคียงต่างๆ ครบตามต้นตำรับของข้าวคลุกกะปิอย่างแน่นอน แถมแม่ค้ายังน่ารัก ใจดี และเป็นกันเองอีกด้วยค่ะ สำหรับข้าวน้ำพริกกะปิและปลาทูของร้านนี้ ทำเอาแอดท้องร้องเลยทีเดียวค่ะ เพราะมีปลาทูตัวโต มากไปด้วยผักต้มนานาชนิด อีกทั้งน้ำพริกกะปิก็ยังเรียกน้ำย่อยของแอดอีกด้วย ขนมไหมฟ้าหรือขนมหนวดมังกร เป็นขนมมงคลของคนจีนค่ะ ทำมาจากน้ำผึ้งที่นำมากวนผสมกับแป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวโพด แป้งข้าวเหนียว และแป้งข้าวโอ๊ตค่ะ นำมานวดดึงๆ ยืดๆ จนกลายเป็นเส้นฝอยเล็กๆ จากกนั้นนำมาห่อไส้ ซึ่งมีทั้งเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่ว และงาขาวค่ะ เคล็ดลับในการทาน สามารถทานได้ทั้งแบบปกติและแบบแช่เย็นค่ะ ถ้าทานตอนเสร็จใหม่ๆ ขนมจะยังนุ่มๆ เมื่อกัดลงไปจะสามารถยืดได้เหมือนชีสเลยล่ะค่ะ ส่วนถ้านำไปแช่ตู้เย็น ขนมก็จะแข็งขึ้นนิดนึง ทำให้ทานง่ายขึ้น อร่อยไปอีกแบบค่ะ ใครที่ชื่นชอบทุเรียน ที่นี่ไม่ได้มีทุเรียนขาย แต่มีลอดช่องเส้นทุเรียนที่จะมายั่วยวนเหล่าบรรดาคอทุเรียนให้ได้ซื้อกลับไปทานกันค่ะ ไอศครีมวาฟเฟิลของที่นี่มีไอศกรีมหลายหลายรสให้เราได้เลือกชิมกันค่ะ แต่ที่แอดไปชิมมาคือรสกะทิและสตรอว์เบอร์รีค่ะ รสกะทิได้ความหวานมันของกะทิแบบสุดๆ เพราะไม่ผสมนม ส่วนรสสตรอว์เบอร์รีก็หวานอมเปรี้ยวนิดๆ เรียกได้ว่าอร่อยกำลังดีเลยล่ะค่ะ ส่วนวาฟเฟิลก็กรอบนอกนุ่มในแอดอยากให้ลองไปทานกันดูนะคะ ไข่ปลาทอดเป็นอาหารที่พบเห็นได้ตามตลาดทั่วไปในภาคใต้ค่ะ แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นเมนูสุดฮิตที่ใครๆ ต่างก็อยากลิ้มลอง ไข่ปลาที่ใช้นั้นคือไข่ปลาตะเพียนที่นำมาปรุงรสชาติ แล้วนำมาทอดเป็นชิ้นเล็กๆ ลักษณะคล้ายขนมบ้าบิ่น ทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ด ถ้าเพื่อนๆ คนไหนสนใจอยากลองชิม ก็ไปกันได้ที่ตลาดแห่งนี้เลยค่า แค่เห็นแพ็กเกจก็ดูน่าสนใจแล้วใช่มั้ยละคะ ที่เพื่อนๆ เห็นอยู่นั้นคือก๋วยเตี๋ยวลุยสวนที่นำมาใส่เข่งปลาทูขาย เป็นการสร้างมูลค่าและเพิ่มความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น แต่แอดขอบอกว่าก๋วยเตี๋ยวลุยสวนของที่นี่ไม่ได้มีแค่รูปลักษณ์ที่น่าทานอย่างเดียวนะคะ เพราะยังมีความอร่อยซ่อนอยู่ด้วย พักเรื่องกิน แล้วมาชมอีกหนึ่งไฮไลท์ของตลาดแห่งนี้กันดีกว่าค่ะ จุดนี้เรียกถือเป็นมุมมหาชนเลยก็ว่าได้ ใครๆ ที่มาเที่ยวต่างก็จะต้องถ่ายรูปมุมนี้กลับไปอวดเพื่อนๆ กันค่ะ เพราะตรงนี้คือท่าน้ำบ้านหมื่นสุนทรเทวา ที่สร้างจำลองมาจากละครเรื่องบุพเพสันนิวาส ประหนึ่งว่าตนเองเป็นแม่หญิงการะเกด ที่มานั่งรอคุณพี่หมื่นกลับเรือน แอบกระซิบว่ามุมนี้ตอนกลางคืนสวยสุดๆ ล่ะค่ะ ^^ นอกจากเมนูอาหารคาวหวานที่แอดนำมาเสิร์ฟเรียกน้ำย่อยของเพื่อนๆ แล้ว ที่นี่ยังมีอีกหลายเมนูที่แอดอยากให้ลองไปทานกันดูค่ะ เพราะถ้านำมาเล่าให้ฟังกันหมด เพื่อนๆ ก็จะไม่ตื่นเต้นน่ะสิคะ อิอิ ตลาดอยุธยาไนท์มาร์เก็ต เป็นตลาดย้อนยุคยามค่ำคืนที่แสนพิเศษค่ะ ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศ แสงไฟสวยงามที่ประดับตกแต่ง และอาหารมากมายหลายชนิด มันช่างทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลินสุดๆ เลยค่ะ มาเที่ยวกันเยอะๆ นะคะ

ตลาดอยุธยาไนท์มาร์เก็ต อ่านเพิ่มเติม

Scroll to Top