กรุงเทพมหานคร

กรุงเทพมหานคร

Yelo Cafe Bangkok

YELO Cafe  – ที่ตั้ง : 20/2 ซอยเกษมสันต์ 1 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ – เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 22.00 น. – โทร. 095 956 6926 . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .  จากโกดังโรงพิมพ์เก่ากลายมาเป็นคอมมูนิตี้ที่ให้ผู้คนได้มาพบปะกัน และเป็นแกลเลอรีแสดงงานศิลปะ ในนาม YELO House ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมรวมทั้งเวิร์คช็อปต่างๆ ที่น่าสนใจหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่แห่งจินตนาการและงานสร้างสรรค์ทางศิลปะ มาที่นี่ได้ทั้งชื่นชมงานศิลป์และอิ่มอร่อยกับคาเฟ่ ครบเลย  ภายในร้านแบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นจุดสั่งอาหารและเครื่องดื่ม ตกแต่งแบบวินเทจผสมโมเดิร์นเท่ๆ ด้วยผนังสีเหลืองตัดกับสีขาว และมีกระจกใสที่สามารถมองเห็นเรือแล่นผ่านและสตรีทอาร์ตเท่ๆ ตามทางเดินเลียบริมคลองได้ เป็นมุมยอดฮิตของนักท่องเที่ยวที่ต้องถ่ายภาพเก็บไว้เลยล่ะ  ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ YELO Cafe ที่นี่มีอาหารหลากหลาย รวมไปถึงของหวานและเครื่องดื่มอีกด้วย รับรองอิ่มท้องแน่ๆ  แอดสั่ง Yuzu Sparkling Soda เป็นเนื้อส้มยูซุผสมกับโซดา คนให้เข้ากันแล้วดื่ม มีเนื้อส้มเป็นเกล็ดๆ ให้ได้เคี้ยว และได้รสชาติเปรี้ยวๆ ซาบซ่า สดชื่นเลยทีเดียว ที่ร้านยังรณรงค์เรื่องการลดใช้หลอด การใช้น้ำยาทำความสะอาดแบบปลอดสาร และการแยกขยะด้วยล่ะ ดีมากๆ เลย นอกจากเมนูโซดาแล้ว เครื่องดื่มแบบอื่นเค้าก็มีนะ แก้วที่สองที่แอดสั่งเป็น โกโก้เย็น รสชาติเข้มข้นกำลังดี ไม่หวานจนเกินไป แอดชอบมากๆ เลย ไปที่ไหนก็ต้องสั่งโกโก้ อะ..อันนี้ส่วนตัวไปหน่อย ถัดมาเป็นขนมหวานบ้างนะ บราวนีไอศกรีมวานิลลา รสชาติเข้ากันได้ดีเลย บราวนีเข้มๆ ทานคู่กับไอศกรีมวานิลลาหวานๆ ดีงามมมมม ว่าแต่เพื่อนๆ เห็นกระดาษรองจานสีขาวนั่นมั้ย เราสามารถวาดรูปหรือเขียนข้อความต่างๆ ลงไปได้ด้วยนะ มีสีเทียนไว้ให้พร้อม เติมเต็มจินตนาการลงไปได้เลย  ชั้นบนของร้านก็มีที่นั่งให้เลือกหลายมุม บรรยากาศจะเงียบกว่าชั้นล่าง และยังได้เห็นวิวเรือแล่นจากมุมสูงด้วยนะ นี่ไงล่ะ จังหวะเรือผ่านมาพอดี หากใครอยากจะมาชิลๆ ที่นี่ การเดินทางก็มากันได้ง่ายๆ เลย รถประจำทางสาย 11, 15, 47, 93 ลงที่ป้ายสนามกีฬาแห่งชาติ แล้วเดินข้ามถนนมายังซอยเกษมสันต์ 1 รวมระยะทางประมาณ 400 เมตร  รถไฟฟ้า BTSสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทางออกที่ 3 เข้าซอยเกษมสันต์ 1 เดินตรงมาจนสุดซอยแล้วเลี้ยวซ้าย ก็จะถึง yelo house รวมระยะทางประมาณ 300 เมตร เรือคลองแสนแสบท่าสะพานหัวช้าง ออกจากท่าเรือ เลี้ยวขวาเข้าซอยเกษมสันต์ 1 เดินตรงมาจนสุดซอยแล้วเลี้ยวขวา ก็จะถึง yelo house รวมระยะทางประมาณ 250 เมตร

Yelo Cafe Bangkok อ่านเพิ่มเติม

ร้านข้าวมันไก่โบว์ จอมนางแห่งสวนหลวง

ร้านข้าวมันไก่ร้านนี้ เปิดมานานกว่า 20 ปี โดยเจ๊โบว์รับไม้ต่อมาจากคุณพ่อและน้องชาย เดิมขายอยู่ที่ตลาดสวนหลวง จุฬาฯ ต่อมาย้ายมาขายที่ถนนบรรทัดทอง เยื้องซอยจุฬา 14 คนที่ตั้งฉายา “จอมนางแห่งสวนหลวง” ก็ไม่ใช่ใคร เจ๊โบว์นี้แหละ ตั้งฉายาให้ตัวเอง โดยมีที่มาจากละคร “แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง” ส่วนเจ๊โบว์ก็เป็น จอมนางแห่งสวนหลวง ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการทำข้าวมันไก่นั่นเอง ร้านข้าวมันไก่ โบว์เจ้าเก่า หาไม่ยาก แค่สังเกตไก่ต้มที่แขวนเรียงรายอยู่ในตู้กระจก และมีคนมุงหน้าร้านเยอะๆ นั่นแหละร้านเจ๊โบว์ ที่นี่มีลูกค้าประจำแวะเวียนมาอย่างไม่ขาดสายทำให้บางวันต้องรอคิวกันยาวเหยียดเลย ข้าวมันไก่บางร้าน เวลาเราไปกินจะไม่สามารถเลือกได้ว่าจะเอาเนื้อส่วนไหน แต่ร้านนี้เราสามารถเลือกได้ตามใจชอบ เดี๋ยวเจ๊โบว์จัดให้ ข้าวมัน : ใช้ข้าวเชียงราย ที่เป็นข้าวเก่ากลางปี เพราะเวลาหุงจะได้เละ ข้าวนุ่ม มันกำลังพอดี ไม่เยิ้มไก่ทอด : หนังกรอบ เนื้อนุ่ม ไม่ได้ทอดจนแห้งเกินไป ไก่ต้ม : เนื้อนุ่ม ส่วนอกไก่ที่เป็นส่วนที่แห้งที่สุด ก็ยังมีความฉ่ำนิดๆ ไม่แห้งจนฝืดคอ ที่สำคัญ เราจะได้เนื้อไก่ชิ้นหนา เพราะไม่โดนมีดสับไก่ทุบจนแบน น้ำซุป : เป็นน้ำซุปกระดูกไก่ ได้ความหวานจะการเคี่ยวกระดูกไก่ รสชาติกลมกล่อม น้ำจิ้มไก่ต้ม : รสชาติกลมกล่อมและแซ่บมาก ราคา-ข้าวมันไก่ ธรรมดาจานละ 40 บาท พิเศษ 50 บาท – ไก่สับ จานเล็ก 60 บาท จานใหญ่ 100 บาท ……………………………………………………………….. ร้านข้าวมันไก่ โบว์เจ้าเก่า พิกัด : https://goo.gl/maps/dUAJYe7UMM12เปิดทุกวัน 16.30 – 22.00 น.โทร. 085 164 1399 

ร้านข้าวมันไก่โบว์ จอมนางแห่งสวนหลวง อ่านเพิ่มเติม

Flower in hand by P

Flower in hand by P ที่ตั้ง : 18/1 ซอยอารีย์ 2 ตรงข้ามสำนักงานเขตพญาไท แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ ⏱️เปิดวันพฤหัสบดี – วันอังคาร เวลา 11.00 -19.00 น. (ปิดทุกวันพุธ) โทร. 062 758 2233พิกัด : https://goo.gl/maps/dNMRdBSxnqx — atFlower in hand by P. พอเดินเข้ามาในร้านก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศฟรุ้งฟริ้งกิงก่องแก้วของดอกไม้นานาชนิด โต๊ะเก้าอี้เป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเอิร์ธโทน ที่ให้สีสันที่นุ่มนวลเข้ากันได้ดีกับดอกไม้ ที่นั่งมีไม่เยอะนัก นั่งได้โต๊ะละ 2-3 คน และมีโต๊ะใหญ่สำหรับมาเป็นกลุ่มอยู่ด้านในสุด — at Flower in hand by P. ร้านนี้มี Workshop จัดดอกไม้ด้วยนะคะ ถ้าใครสนใจก็ติดต่อสอบถามกับทางร้านล่วงหน้าได้เลย ^^ — at Flower in hand by P. มาดูหน้าตาขนมกันบ้าง…ขนมของร้านมีไม่มาก ประมาณ 3-4 เมนู แต่อร่อยมากกก แอดสั่งคุกกี้ กรอบนอกนุ่มในกำลังดี และสโคนที่เสิร์ฟมาพร้อมกับแยมลิ้นจี่ รสชาติดีทั้งคู่ แอดให้ผ่านเลย ความเก๋ของขนมคือจะมีดอกไม้เล็กๆ ประดับอยู่ด้านบนด้วย น่ารักมากเลยค่ะ ^^ — at Flower in hand by P. เมนูน้ำก็ไม่เบากับ Blossom Pink Latte เป็นนมชมพูผสมกลิ่นกุหลาบ ดื่มแล้วรู้สึกได้ถึงดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่ง หอมหวานกำลังดี ไม่เพียงเท่านี้แต่เมนูเย็นของที่นี่ยังมีกิมมิกอยู่ที่ดอกไม้ช่อจิ๋วติดมากับแก้วด้วย เก๋อ่ะ  — atFlower in hand by P. มุมนี้เป็นโต๊ะใหญ่มาเป็นกลุ่มก็ได้ รายล้อมไปด้วยดอกไม้หลากสีสัน — at Flower in hand by P. แอดชอบตรงนี้มากเลย น่ารัก อารมณ์แบบอยู่ญี่ปุ่น (รึเปล่า) — at Flower in hand by P. ไม่ว่าจะมุมไหนก็มีดอกไม้นานาชนิดตกแต่งอยู่ทุกมุม — atFlower in hand by P. ส่วนช่อจิ๋วนี้ทางร้านจำหน่ายด้วยนะคะ ช่อละ 100 บาท เก็บไว้เป็นที่ระลึกหรือให้เป็นของขวัญก็น่ารักไปอีกแบบ — at Flower in hand by P.

Flower in hand by P อ่านเพิ่มเติม

เพื่อนร่วมทาง พา Go Local : เที่ยวลัดเลาะตามตรอกซอกซอย “ชุมชนกุฎีจีน”

วัดซางตาครู้ส .โบสถ์คาทอลิกที่ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2313 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบเรอเนซองส์และนีโอคลาสิก พร้อมยอดโดมที่จำลองมาจากมหาวิหารฟลอเรนซ์ ในประเทศอิตาลี  วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร.อีกหนึ่งวัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีหลวงพ่อโตเป็นพระประธานตั้งประดิษฐานอยู่ในโบสถ์ ชาวพุทธนิยมมาสักการบูชาเพื่อขอพรให้เดินทางปลอดภัย และขอให้มีมิตรที่ดีตามชื่อของวัดแห่งนี้ หลวงพ่อโต วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน.พิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของไทยและโปรตุเกสที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ มีการนำวิทยาการสมัยใหม่เข้ามา ทั้งในด้านการทหาร การแพทย์ การสร้างป้อม ไปจนถึงเรื่องราวของขนมไทย ซึ่งเชื่อกันว่าท้าวทองกีบม้าได้ดัดแปลงมาจากขนมของโปรตุเกสอีกด้วย พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน เป็นบ้านไม้สองชั้น ชั้นบนเป็นส่วนของพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดง ส่วนชั้นล่างเป็นร้านกาแฟเล็กๆ บ้านสกุลทอง.ถ้าเพื่อนๆ มีเวลา แอดแนะนำห้ามพลาดมาชิมอาหารชาววัง สำรับโปรตุเกส มีเมนูที่หาทานได้ยากมากมาย ทั้งอาหารว่างอย่างจีบตัวนกและช่อม่วง รวมไปถึงอาหารจานหลักอย่างขนมจีนโปรตุเกส เมนูที่ได้รับการดัดแปลงจากสปาเกตตี้ไวท์ซอสนั่นเอง นอกจากนี้ที่บ้านสกุลทองยังเปิดคอร์สสอนทำอาหารอีกด้วย โดยปัจจุบันเปิดสอนอยู่ 3 เมนูได้แก่ ช่อม่วง จีบตัวนก และหมูสร่ง สำหรับใครที่สนใจสามารถสำรองที่นั่งและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 062 605 5665.ร้านอาหารบ้านสกุลทอง เปิดให้บริการวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.30-17.30 น. ขนมฝรั่งกุฎีจีน.ขนมโบราณอายุกว่า 200 ปี ได้รับอิทธิพลมาจากขนมของชาวโปรตุเกส ที่ใช้เพียงแป้งสาลี ไข่เป็ด และน้ำตาลทราย เป็นส่วนผสมในการทำ วิธีการทำก็คือนำขนมไปอบด้วยเตาถ่าน แล้วโรยหน้าด้วยลูกเกด ลูกพลับ ฟักเชื่อม และน้ำตาล เท่านี้ก็จะได้ขนมที่หอมอร่อย กรอบนอกนุ่มในแล้ว ปัจจุบันมีร้านบ้านป้าเล็ก บ้านป้าพรรณ ร้านหลานป้าเป้า และร้านธนูสิงห์ ที่ยังคงทำขนมโบราณชนิดนี้ขายอยู่ ถ้าใครมีโอกาสมาย่านกุฎีจีน อย่าลืมแวะชิมขนมโบราณหาทานยากชนิดนี้กันด้วยนะ

เพื่อนร่วมทาง พา Go Local : เที่ยวลัดเลาะตามตรอกซอกซอย “ชุมชนกุฎีจีน” อ่านเพิ่มเติม

CHATA

CHATA หรือ ชะตา มาจากคำว่า “ชะตาลิขิต” เหมือนโชคชะตาลิขิตเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ จุดเริ่มต้นของร้านเกิดจากกำแพงอิฐเก่าดั้งเดิมของตัวบ้านซึ่งเป็นโรงแรมในปัจจุบัน และเป็นเพราะโชคชะตาจึงทำให้เจ้าของร้านเกิดไอเดียในการสร้างร้านคาเฟ่นี้ขึ้นมา การเดินทาง จากถนนเยาวราช จนถึงเเยกเฉลิมบุรี สังเกตป้ายวัดสัมพันธวงศ์ (วัดเกาะ) เลี้ยวขวาสู่ถนนพาดสาย ร้านจะอยู่ซ้ายมือตั้งอยู่ภายในโรงแรม Baan 2459 สามารถจอดรถยนต์ส่วนตัวได้ที่บริเวณข้างโรงแรม พิกัด :https://goo.gl/maps/uS2E3Phxraz เห็นหน้าตาทางเข้าคลาสสิกแบบนี้ ก็แสดงว่าเรามาถูกที่กันแล้วล่ะ CHATA Specialty Cafe ตั้งอยู่ภายในโรงแรม Baan 2459 บูทีคโฮเทลในย่านเยาวราช ร้านชะตาจึงเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติไปด้วย ร้านแบ่งออกเป็น 2 โซน โซนแรก เมื่อเดินเข้ามาก็จะพบเรือนกระจกที่แต่เดิมเคยเป็นล็อบบี้ของโรงแรมมาก่อน ลูกค้าสามารถสั่งเครื่องดื่มและขนมได้ที่นี่เลย ตัวอาคารเป็นเรือนกระจกทำให้ดูโปร่งโล่งสบายตา ภายในตกแต่งแบบไทยผสมโมเดิร์น ด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้และลวดลายของพื้นกระเบื้องทำให้ร้านดูคลาสสิกมากยิ่งขึ้น ออกจากอาคารแรก เราเดินผ่านทางเดินเล็กๆ ระหว่างหน้าร้านและตัวโรงแรมไปยังโซนที่ 2 บริเวณนี้มีร่องรอยของกำแพงอิฐโบราณ และต้นไม้ที่มีกิ่งก้านห้อยระย้าสวยงาม เมื่อผ่านทางเดินเล็กๆ มายังด้านหลังโรงแรม จะเจอกับอีกโซนหนึ่งของคาเฟ่ ซึ่งเป็นสไตล์ Contemporary Loft เก๋ๆ ตัวเรือนกระจกขนาดปานกลาง เปิดรับแสงจากธรรมชาติภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ มองออกไปข้างนอกจะเห็นกำแพงอิฐเก่าที่เป็นจุดเด่นของร้าน  มุมนี้หรือมุมไหนๆ แอดก็ไม่พลาด มุมโปรดของนางแบบนายแบบทุกคนที่จะต้องถ่ายภาพกับกำแพงเก่าแก่นี้ มาชะตาก็ถูกชะตากับเมนูซิกเนเจอร์นี้เลย Latte La Toey (130 บาท) กาแฟรสนมกลมกล่อมมาพร้อมเลเยอร์ของไซรัปใบเตย กลิ่นหอมขึ้นจมูก Butterfly Effect (130 บาท) ม็อกเทลซิกเนเจอร์ ที่มีส่วนผสมของแอปเปิ้ล เสาวรส ส้ม และน้ำใบเตย มาพร้อมกับน้ำอัญชันที่ให้เราได้เติมส่วนผสมลงไปเอง เพิ่มสีสันสดใสให้กับเครื่องดื่มแบบเก๋ๆ  Hot Cocoa (100 บาท)  เมนู Non Coffee ต้องลองโกโก้ร้อนสุดเข้มข้น มีอาร์ตด้านบนสวยๆ ให้เราได้ถ่ายรูปอีกด้วย Coconut Cake (65 บาท) เมนูนี้ทานกับเครื่องดื่มอะไรก็อร่อย เนื้อแป้งฟูนุ่ม มะพร้าวหวานกลมกล่อม ต้องลอง!  Carrot Cake เค้กอัดแน่นไปด้วยเนื้อแคร์รอตกับครีมชีสเข้ากันได้ดีเชียวล่ะ รสเปรี้ยวตัดหวานโรยด้วยอัลมอนด์กรุบกรอบ

CHATA อ่านเพิ่มเติม

หลงโถว…หลงเข้ามาแล้วจะติดใจ

หลงโถว…หลงเข้ามาแล้วจะติดใจ ร้านหลงโถว คาเฟ่ ตั้งอยู่บริเวณต้นถนนมังกร นี่จึงเป็นที่มาของชื่อร้าน เพราะ “หลงโถว” ภาษาจีนแปลว่า หัวมังกร เมื่อนึกถึงจีน ก็ต้องนึกถึงสีแดงแปร๊ดๆ แต่ทางร้านต้องการหลุดจากภาพจำเดิมๆ จึงใช้สีเขียวและสีแดงเข้มแทน ซึ่งก็ยังสัมผัสได้ถึงบรรยากาศความเป็นจีนอยู่ แถมเป็นจีนแบบย้อนยุคซะด้วย เท่สุดๆ เนื่องจากร้านมีพื้นค่อนข้างน้อย แต่ก็อยากให้ลูกค้านั่งได้เยอะๆ จึงได้ออกแบบให้เป็นที่นั่ง 2 ชั้น ดีไซน์เก๋ไก๋จนกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของร้าน ทางร้านบอกเล่าความเป็นเยาวราชผ่านการดีไซน์ร้านและเมนูอาหาร Egg Lava Bun ซาลาเปาไส้ไข่ไหล มีความแตกต่างตรงที่เป็นซาลาเปาทอด กรอบนอกนุ่มใน Lhong Tou Shumai เป็นการผสมผสานระหว่างขนมจีบกับเกี๊ยว คือห่อแป้งแบบเกี๊ยว แต่รูปร่างเหมือนขนมจีบ สอดไส้ด้วยหมูสับและกุยช่าย บอกเลยว่าไส้แน่นมาก อร่อยเต็มปากเต็มคำ อย่าลืมทานคู่กับน้ำจิ้มที่มีรสชาติเผ็ดนิดๆ ของทางร้านด้วยนะ ยิ่งอร่อยเข้าไปใหญ่ เกี๊ยวกุ้งทอด อาหารที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี หาทานได้ง่ายมาก ที่เยาวราชก็มี แต่บอกเลยว่า เกี๊ยวทอดของที่นี่ไส้แน่นจุใจมาก อีกอย่างที่ห้ามพลาดคือ ชุดน้ำชาของทางร้าน ไม่ว่าจะเป็น ชาเก๊กฮวย ที่ได้รสชาติของดอกเก๊กฮวยจริงๆ ซึ่งสำหรับคนติดหวานก็สามารถเติมน้ำเชื่อมลงไปได้ หรือ ชาหอมหมื่นลี้ผสมดอกอัญชัน ที่ฟังจากชื่อก็รู้แล้วว่าต้องหอมสุดๆ อย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังมีชาดอกไม้ชนิดต่างๆ ให้ได้ลิ้มลองอีกหลายเมนู นอกจากชุดน้ำชาแล้ว เมนูเครื่องดื่มที่ขาดไม่ได้สำหรับร้านอาหารจีนก็คือ ชาและกาแฟ ✳ Lhong Tou’s Signature – Thai Milk Tea ชาไทยรสเข้ม ที่เพิ่มความอร่อยด้วยขนมตุ๊บตั๊บ ให้เรามาเคี้ยวเล่นเพลินๆ สร้างรสสัมผัสในการดื่มให้อร่อยยิ่งขึ้น ✳ Dirty เครื่องดื่มเอสเปรสโซกับนมเย็น เอ๊ะ มันจะร้อนหรือจะเย็นกันแน่ แต่เมื่อดื่มไปพร้อมกันแล้ว ก็เข้ากันได้อย่างลงตัว ขอบคุณรูปภาพจาก facebook ร้านหลงโถว

หลงโถว…หลงเข้ามาแล้วจะติดใจ อ่านเพิ่มเติม

ฮาเตียน : Hatien Cafe

Hatien Cafe  การเดินทาง ร้านฮาเตียนคาเฟ่ เป็นร้านเล็กๆ 3 ชั้น คลาสสิกด้วยรูปลักษณ์ของร้านและของเก่าของสะสมสไตล์วินเทจมากมาย ที่ล้วนเข้ากันได้อย่างลงตัว เป็นคาเฟ่น้องใหม่ที่มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจ มาลองลิ้มชิมรสขนมอร่อยๆ กันมากมาย บริเวณชั้น 2 ประดับด้วยโคมไฟแชนเดอเลียร์ดูหรูหรา บนผนังตกแต่งด้วยกรอบรูปมากมายซึ่งภายในบรรจุภาพประวัติศาสตร์อันมีคุณค่า และยังมีจุดเด่นอยู่ที่ผนังสีเขียวเข้มดูลึกลับน่าค้นหาอีกด้วย สวยทุกมุมเลย มาแล้ววว กาแฟอัญชัน (120 บาท) สีสันอาจจะดูหม่นๆ แต่รสชาติไม่หม่นนะจ๊ะ รสเข้มของกาแฟผสมกับนมอัญชันหอมละมุนที่อยู่ก้นแก้ว สำหรับผู้ที่ชอบทานกาแฟแบบไม่เข้มจนเกินไป แก้วนี้ตอบโจทย์เลย  เมนูขนมเค้กที่ทางร้านแนะนำ คือ Macadamia Cake (180 บาท) อร่อยมากกก ดีงาม เค้กเนื้อนุ่มราดด้วยคาราเมลและถั่วแมคคาเดเมียเม็ดโต เมนูนี้ต้องลอง ขนมของร้านนี้จะเป็นโฮมเมดทั้งหมด ซึ่งในแต่ละวันก็จะมีเมนูแตกต่างกันออกไป น่าทานทุกอย่างเลย ^^ ขึ้นบันไดเวียนมาดูชั้นที่ 3 กันบ้าง กับบรรยากาศห้องกระจกและดาดฟ้าที่เปิดรับแสงจากภายนอก ตกแต่งด้วยสีขาวคลีนๆ สบายตา ให้สีสันและความรู้สึกแตกต่างจากชั้น 2 อย่างสิ้นเชิง แต่ก็ยังคงความวินเทจที่เป็นเอกลักษณ์ของร้าน จากเฟอร์นิเจอร์และของประดับตกแต่งต่างๆ

ฮาเตียน : Hatien Cafe อ่านเพิ่มเติม

Kid Mai Death Cafe : มรณานุสติ คาเฟ่

คิดใหม่ คาเฟ่แห่งความตาย ซอยอารีย์ เมื่อเดินเข้าซอยมา เราจะพบกับอุโมงค์สีดำที่มีไฟสลัวๆ ตลอดทางเดินมีลักษณะเหมือนนิทรรศการขนาดย่อมที่ตั้งคำถามให้เราได้ขบคิดถึงการใช้ชีวิตของตัวเองที่ผ่านมา มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ผ่านพ้นอุโมงค์ออกมา ก็จะเข้าสู่บริเวณร้าน ซึ่งออกแบบให้เหมือนกับอยู่ภายในวัดที่มีต้นไม้ร่มรื่น มีศาลาสวดพระอภิธรรมศพที่ตกแต่งในโทนสีขาวดำ อย่างกับอยู่ในงานศพจริงๆ เลย เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของความตาย เราจึงเห็นโครงกระดูกมนุษย์นั่งบ้างนอนบ้างอยู่ตามที่ต่างๆ ภายในร้าน ไว้คอยเตือนใจให้ผู้มาเยือนได้คิดและทำสิ่งดีๆ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้ทำ (แอบขนลุกเบาๆ นะเนี่ย ^^) เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของร้านมีอยู่ 4 อย่าง ซึ่งนำเอาหลักสัจธรรม “เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย” มาสอดแทรกเป็นกิมมิคเก๋ๆ ตามคอนเซ็ปต์ของร้าน เมนูซิกเนเจอร์ทั้ง 4 เรียงจากซ้ายไปขวา ได้แก่Born – เกิด “ยากเพียงใดกว่ามนุษย์จะได้เกิดมาและมีลมหายใจ จงใช้ชีวิต”สตรอว์เบอร์รีโซดาสีสวยสดใสที่เข้มข้นจากด้านล่าง ขึ้นไปสู่ฟองอากาศด้านบนอันเป็นตัวแทนของลมหายใจที่หอมหวาน เจือด้วยอุปสรรคที่ขอบแก้วเป็นสีสันของชีวิต  Elder – แก่ “เมื่อการดำเนินชีวิตมาถึงช่วงเวลาหนึ่ง อวัยวะทั้งหลายของเราย่อมเสื่อมไปตามธรรมชาติ แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมาสร้างให้เราสุขุม รอบคอบ มีสติและรู้จักคุณค่าของชีวิต”ช็อคโกแลตร้อนที่เข้มข้นจนถึงก้นแก้ว สื่อถึงสังขารที่ร่วงโรยและการปล่อยวาง Painful – เจ็บ “เครื่องดื่มนี้แทนเส้นทางการใช้ชีวิตที่ผ่านมา ที่ผ่านขวากหนามและอุปสรรคต่างๆ จนบางบาดแผลทิ้งร่องร่อยให้เป็นประสบการณ์ชีวิต”ซอสสตรอว์เบอร์รีเปรียบเสมือนเลือดที่เกิดจากบาดแผล ไหลไปตามวิปครีมที่แทนร่างกาย ลึกลงไปสู่จิตใจที่ก้นแก้ว Death – ตาย โกโก้ปั่นเข้มข้น สื่อถึงวาระสุดท้ายที่ร่างกายต้องสลายไปในที่สุด “ทดลองตาย ก่อนตาย”  การนำโลงศพมาตั้งแบบนี้เป็นกิจกรรมหนึ่งของร้าน ที่ให้เราลงไปนอนในโลงเพื่อให้ได้คิดพิจารณาถึงสิ่งต่างๆ ที่เคยทำลงไปและสิ่งที่อยากจะทำในอนาคต หลังออกมาจากโลงก็จะมีสมุดให้เขียน “ความตั้งใจที่จะทำหลังขึ้นมาจากโลงศพ” ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 3 นาที มีเจ้าหน้าที่ของร้านเป็นคนเปิด-ปิดฝาโลงให้  สำหรับผู้กล้าที่ทดลองนอนในโลงศพจะได้ส่วนลดเครื่องดื่ม 5 บาทด้วย นอกจากการทดลองนอนในโลงศพแล้ว ยังมีกิจกรรมให้ผู้ที่มาเยือนได้ทำก่อนตาย เช่น เขียนพินัยกรรม และเขียนจดหมายถึงตัวเอง ซึ่งผู้ร่วมกิจกรรมก็จะได้ลดราคาเครื่องดื่ม 5 บาทเช่นกันค่ะ

Kid Mai Death Cafe : มรณานุสติ คาเฟ่ อ่านเพิ่มเติม

D.E.D Thailand ร้านนี้มีแต่ทีเด็ด

คำว่า D.E.D มีที่มานะจ๊ะ เป็นตัวย่อมาจาก Delicious Extraordinary Dough ซึ่งหมายถึงแป้งขนมปังลูกครึ่ง ที่มีส่วนผสมของขนมปังบริยอช กับครัวซองต์ ความพิเศษที่มีเฉพาะที่นี่เท่านั้น ภายในร้านโปร่งโล่ง ตกแต่งแบบสบายๆ มีภาพวาดการ์ตูนน่ารักๆ อยู่ด้วย ที่นั่งมีให้เลือกหลายโซน แต่โซนที่แอดเห็นแล้วต้องรีบเข้าไปจับจองทันทีคือ โซนที่นั่งหมอนสามเหลี่ยม แม้จะนั่งลำบากเพราะใส่กระโปรง แต่แอดก็สู้ เพราะไม่อยากตกเทรนด์กระแส thainess ที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ โซนที่นั่งริมหน้าต่างก็มีนะ ใครอยากไปนั่งสวยๆ เหม่อๆ ดูเหงาๆ ก็นั่งได้เลย มุมนี้ถ่ายรูปออกมาสวยไม่เบาเลยล่ะ มาถึงอาหารของเรา เมนูเด็ดของที่ร้าน ก็ต้องไม่พลาดแป้งพายที่เป็นลูกผสมระหว่างขนมปังบริยอชกับขนมปังครัวซองต์ เหมือนที่บอกไปตอนแรก ตัวแป้งทำออกมาในลักษณะของพิซซ่า เมนูแนะนำคือ “เด็ด ผักโขมอบชีส” และ “เด็ด มาซะหมั่น แห้งติดเกาะ” ส่วนเครื่องดื่มจะเป็นอิตาเลียนโซดา ที่มีชื่อเก๋ๆ อย่าง “กลีบกุหลาบแห่งฤดูกาล” (รสกุหลาบ) และ “สีสันแห่งฤดูร้อน” (รสมะม่วง) ซึ่งทำออกมาได้อร่อยชื่นใจ เมนูเด็ดของร้าน อร่อยกลมกล่อม แป้งพายกรอบนอกนุ่มใน เข้ากันได้ดีกับเครื่องโรยหน้าสไตล์ไทยๆ ปิดท้ายกันที่ของหวานแอดบอกเลยว่าไปถึงแล้วห้ามพลาดเมนู “สังขยาซ่อนแอบ”ขนมปังยัดไส้สังขยา ใส่ไส้มาให้เยอะมาก แต่ไม่หวานเลี่ยน อร่อยกำลังพอดี แป้งขนมปังก็นุ่ม อีกเมนูคือ “ซิ้ลกี้ แมงโก้

D.E.D Thailand ร้านนี้มีแต่ทีเด็ด อ่านเพิ่มเติม

Riverside Vibe: 6 ที่เที่ยวเดินเล่นชิล ถ่ายรูปสวย ติดแม่น้ำเจ้าพระยา

6 ที่เที่ยวเดินชิล ถ่ายรูปสวยติดแม่น้ำเจ้าพระยา– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – มาเริ่มที่แรกกันเลย Asiatique The Riverfrontคอมมูนิตี้มอลล์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และเรื่องราวในอดีต จากที่เคยเป็นท่าเรือของบริษัท อีสต์เอเซียติก บริษัทต่างชาติที่ทำธุรกิจส่งออกไม้สักตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ  ลักษณะเด่นของที่นี่อย่างหนึ่งก็คืออาคารโกดังเก่าหลังคาโค้งเรียงต่อกันหลายหลัง อายุกว่า 100 ปี ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นโครงสร้างเดิมที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ โดยได้ปรับปรุงและเสริมความแข็งแรง เพื่อใช้เป็นร้านอาหารและร้านขายสินค้าต่างๆ เอเชียทีคเป็นสถานที่รวมแหล่งชอปปิ้ง ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ และกิจกรรมต่างๆ เอาไว้ อีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่คือ ชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์ที่จะทำให้เราสามารถมองเห็นวิวกรุงเทพฯ และแม่น้ำเจ้าพระยาได้แบบ 360 อาศา ยิ่งเป็นช่วงเย็นๆ ก็จะได้บรรยากาศพระอาทิตย์ตกสวยๆ ด้วย ล้ง 1919 สมัยก่อนที่นี่เป็นท่าเรือกลไฟและโกดังสินค้าของตระกูลหวั่งหลี ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณ มีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างชาวจีนแต้จิ๋ว ปัจจุบันได้รับการบูรณะให้เป็นแหล่งรวมร้านค้าร้านอาหารขนาดย่อม ให้นักท่องเที่ยวได้มาจับจ่ายใช้สอย ถ่ายรูป และทำกิจกรรมต่างๆ รวมไปถึงเรียนรู้เรื่องราวของชาวจีนผ่านสถาปัตยกรรมเก่าแก่อีกด้วย นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว ที่มีอายุมากกว่า167 ปี ศูนย์รวมจิตใจของชาวจีนที่โล้สำเภาเข้ามาค้าขายยังแผ่นดินไทย ให้เราได้กราบไหว้กันด้วย ล้ง 1919 Warehouse 30ครีเอทีฟ คอมมูนิตี้ คอมเพล็กซ์ ที่ตั้งอยู่ในซอยเจริญกรุง 30 ถูกแปลงโฉมจากโกดังเก่าให้กลายมาเป็นแหล่งแฮงก์เอาท์สุดฮิป ที่รวบรวมร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขายสินค้าไอเดียเก๋ๆ หลากหลายประเภท ไปจนถึงโรงฉายหนัง และยังมีพื้นที่ Co-Working Space ให้ทุกคนได้มาเดินชอป นั่งชิล หรือร่วมสนุกกับกิจกรรมต่างๆ ได้ทุกวัน The Jam Factoryสถานที่แห่งนี้เกิดขึ้นโดยคุณด้วง ดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกชื่อดัง (ผู้ทำโครงการ Warehouse 30) ที่ได้ปรับพื้นที่โกดังเก่าบริเวณท่าเรือคลองสาน ซึ่งเคยเป็นโรงงานถ่านไฟฉายตรากบ โรงงานน้ำแข็ง และโรงงานทำยา เนื้อที่กว่า 4 ไร่ ให้กลายเป็นสถานที่ชิลเอ้าท์ โดยรักษาโครงสร้างอาคารเดิมเอาไว้ให้มากที่สุด ภายในโครงการเป็นเหมือนศูนย์รวมความอาร์ตและความคิดสร้างสรรค์ เพราะได้รวบรวมทั้งร้านขายเฟอร์นิเจอร์สุดเก๋ ร้านหนังสือ ร้านกาแฟ art gallery มารวมไว้ในที่เดียวกัน และยังมีพื้นที่สำหรับจัดงานต่างๆ เช่น ตลาดศิลปะ หรืองานคอนเสิร์ตเล็กๆ ใครที่ชอบบรรยากาศชิลๆ หรืออยากมานั่งหาแรงบันดาลใจ ขอบอกเลยว่า The Jam Factory เป็นอะไรที่ตอบโจทย์มากๆ ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์คคอมมูนิตี้มอลล์สไตล์โคโลเนียล ที่เรียกได้ว่าอยู่ในทำเลที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อมองออกไปยังแม่น้ำ เราจะได้เห็นวิวคุ้งน้ำเจ้าพระยาที่มีวัดอรุณราชวรารามเป็นฉากหลัง  ที่นี่เหมาะสำหรับการเดินชิม ชอป เพราะมีทั้งร้านค้าและร้านอาหารบรรยากาศดีหลายร้านให้เลือก ท่ามหาราชเดิมเป็นท่าเรือข้ามฟากเล็กๆ ที่ไม่คึกคักเท่าไรนัก ตั้งอยู่ระหว่างท่าช้างและท่าพระจันทร์ กาลเวลาผันเปลี่ยนไป ในที่สุดพื้นที่แห่งนี้ได้ถูกเปลี่ยนเป็น open-air shopping & lifestyle market ที่เข้ากับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ แต่ยังคงมีกลิ่นอายของวิถีชีวิตชุมชนบนเกาะรัตนโกสินทร์ ท่ามหาราช เป็นแหล่งรวมศิลปะและวัฒนธรรม มีร้านค้า ร้านอาหารมากมาย รวมทั้งศูนย์พระเครื่องและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เปรียบเสมือนรากเหง้าของผู้คนในชุมชน เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของที่นี่ก็คือเหล่า food truck ที่มีให้เลือกหลากหลาย

Riverside Vibe: 6 ที่เที่ยวเดินเล่นชิล ถ่ายรูปสวย ติดแม่น้ำเจ้าพระยา อ่านเพิ่มเติม

Scroll to Top